จนท.ลุยตรวจโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย-อันตราย ที่ฉะเชิงเทรา

จนท.ลุยตรวจโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย-อันตราย ที่ฉะเชิงเทรา

. “บิ๊กต้อย” จับมือ 5 กระทรวงตรวจโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย หลังพล.อ.ประวิตรสั่งกวาดล้างหนัก

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา  รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย  นายสุรพล ชามาตย์   หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม  พล.ต.วรยุทธ แก้ววิบูลย์พันธุ์   ผบ.กองพลทหารราบที่ 11 จ.ฉะเชิงเทรา  นายสุวิทย์ คำดี   ผู้ว่าราชการ จ.ฉะเชิงเทราและเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดกองปราบ ตำรวจ บก.ปทส. ตำรวจสืบสวนภาค 2 ตำรวจ สภ.แสนภูดาษ เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร สนธิกำลังเข้าตรวจสอบบริษัทดับบลิว เอ็ม ดี ไทย รีไซคลิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่) เลขที่ 33 หมู่ 12 ต.แปลงยาว อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา หลังพบลักลอบทำลายและคัดแยกแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และนำเข้าขยะอุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับอนุญา

 

ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีรั้วรอบขอบชิดบนเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ โดยมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และขยะอุตสาหกรรมใส่ถุงบิ๊กแบ็กวางตากแดดอยู่บนพื้นดินรอบๆ เป็นจำนวนมาก ขณะที่ตัวโกดังโรงงานคัดแยกเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่

โดย  พล.ต.อ.วิระชัย พร้อม นายสุรพล  และคณะเดินตรวจสอบภายในโกดังดังกล่าว พบคนงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา และลาว ประมาณ 258 คน กำลังทำการคัดแยก แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และขยะอุตสาหกรรม นอกจากนี้คนงานบางส่วนกำลังอยู่ที่เตาปิ้ง หรืออุปกรณ์หลอมสารตะกั่วออกจากแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนคัดสิ่งไม่ต้องการทิ้ง เหลือไว้เพียงแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปคัดแยกเอาทองคำอีกขั้นตอนหนึ่ง ส่วนเศษกากวัสดุขยะอิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ จำนวนมากเหล่านี้ ถูกตำรวจและเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมเข้าตรวจสอบเพื่อหาแหล่งที่มาของการนำเข้า เนื่องจากขยะเหล่านี้ประเทศไทยไม่อนุญาตให้นำเข้า เพราะถือว่าเป็นขยะอันตราย

พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้ ลักลอบนำกากวัสดุขยะอุตสาหกรรม มาคัดแยกและแปรรูปวัสดุขยะอุตสาหกรรม โดยใช้ความร้อนในการหลอมละลายเอาสารโลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว ไปจำหน่ายต่อ ซึ่งขั้นตอนส่วนนี้ส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างรุนแรง พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบในเรื่องการขออนุญาต และขยายผลว่า บุคคลใดเป็นเจ้าของโรงงานซึ่งข้อมูลตำรวจพบว่า เจ้าของโรงงานเป็นนายทุนชาวจีน เบื้องต้นคาดว่าโรงงานแห่งนี้ ผิด 2 ข้อหา 1. ประกอบการแปรรูปขยะอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต และ2. ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการทำลายขยะอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.โรงงาน

ขณะที่ นายสุรพล เผยว่า โรงงานแห่งนี้ พบมีการขออนุญาตดำเนินกิจการคัดแยกและบดทำลายขยะ แต่เมื่อเกิดไฟไหม้เมื่อต้นปีที่แล้วก็ทำให้ชาวบ้านละแวกนี้ตั้งข้อสังเกตุสังเกตถึงมลพิษที่เกิดขึ้นจึงแจ้งหน่วยงานราชการเข้ามาตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าขยะเหล่านี้อันตรายไม่สามารถคัดแยกได้ หลังจากนี้จะให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณา สั่งปิดโรงงานแห่งนี้ไว้ชั่วคราวเนื่องจากการตรวจสอบลักษณะของโรงงานพบว่า มีการจัดการที่ผิดสุขลักษณะ เพราะไม่สามารถเก็บมลพิษได้ และที่ผ่านมาประเทศจีน ก็ไม่อนุญาตให้มีการคัดแยกขยะอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศตัวเองด้วย
“สำหรับวิธีการทำลายซากวัสดุอันตราย ประเภทนี้ ต้องมีระบบการจัดการที่เป็นโรงงานปิด ต้องใช้การเผาด้วยความร้อนสูงและมีการจัดการที่ดี จึงจะสามารถคัดกรองสารมลพิษต่างๆ ได้ ซึ่งในประเทศไทยมีการจัดการบ่ออุตสาหกรรม ที่ถูกต้องประมาณ 3 ถึง 4 บ่อ หลังจากนี้จะให้อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ตรวจสอบตั้งแต่การขอใบอนุญาตประกอบโรงงาน การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ การทำลายขยะอุตสาหกรรม รวมถึงรายละเอียดทั้งหมดว่าผิดอะไรบ้าง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป” นายสุรพล กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัทแห่งนี้มีการประกอบกิจการทั้งหมด 3 โรงงาน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกันและใกล้กับที่พักอาศัยของประชาชนในละแวกดังกล่าว.

แสดงความคิดเห็น