สุภิญญา-ประวิทย์
เกม ‘แมลงวัน’ ตอม ‘แมลงวัน’
ความหมายคือสื่อมวลชนกันเองจะไม่กัด จะไม่แซว จะไม่พูดถึงวิธีการดำเนินงานของสื่อมวลชนด้วยกัน ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน อาชีพเดียวกัน แม้ปัจจุบันหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ หรือทีวีช่องต่างๆ ก็หลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์กันและกัน เขาถือว่าเป็นอาชีพเดียวกัน
ช่อง 3 คือสถานีโทรทัศน์แห่งเดียวที่มีภาพพจน์ของผู้บริหารเรียบร้อย พูดเพราะ ไนซ์กับทุกคน จนได้ยินคำชมเชยเสมอๆ โดยเฉพาะ “ประวิทย์ มาลีนนท์” ผู้บริหารช่อง 3 ที่มีสื่อมวลชนรักมากที่สุด ไม่เคยมีใครพูดถึง “ประวิทย์” ในมุมลบเลย
ในปี 2557 โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน ในช่วงเข้มงวดของทีวีดิจิตอลกำลังเปลี่ยนผ่านตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540-2550 ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อที่ให้คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์เป็นทรัพยากรของชาติ พูดง่ายๆ คือให้ยกเลิกการผูกขาด ให้เปลี่ยนรูปแบบสัมปทานมาเป็นใบอนุญาต ให้แข่งขันกันแบบเสรีและเป็นธรรมในกรอบกติกา อย่าเอาสมบัติของชาติมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางธุรกิจ จ่ายให้รัฐนิดเดียว แต่เงื่อนไขผูกขาดสัมปทานผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ทำให้นายทุนได้เปรียบเสมอๆ
ประเด็นตรงนี้คือ หัวใจปฏิรูปสื่อ…ซึ่งรัฐธรรมนูญเองพยายามมากที่จะเดินเบาๆ ไม่อยากให้กระทบกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะสื่อสัมปทานที่ได้สิทธิ์ผูกขาดรูปแบบธุรกิจเต็มตัวอยู่ 2 เจ้า ไม่ว่ารูปแบบหรือเนื้อหาก็ตรวจสอบกันเอง ตั้งแต่ปี 2510 (7 สีเกิด) มาถึง 2513 (ช่อง 3 เกิด) เกมตั้งเค้าการครอบงำและมอมเมาประชาชนโดยสื่อก็เกิดขึ้น
ในระหว่างนั้นกฎหมายสื่อที่คร่ำครึ (ตามกฎหมายควบคุมสื่อปี 2498 ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ประเทศมีโทรทัศน์ช่องแรก) ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย 2 ช่องสัมปทานที่ดำเนินการอยู่ก็วางรูปแบบการบริหารด้วยตัวเอง ประกอบกับการเมืองก็คลอนแคลน พลิกไปพลิกมา ธุรกิจสื่อสัมปทานถูกมองเป็นเรื่องเล็กของสายการเมือง นักการเมืองสนใจโปรเจ็คท์ใหญ่ๆ มากกว่า สื่อสัมปทานไม่ใช่วาระแห่งชาติในสายตา
เพราะคำว่า “สื่อสัมปทานไม่อยู่ในสายตา” นั่นเอง ที่ทำให้สังคมไทยถูกกรอกหู ถูกมอมเมาจากสื่อสัมปทาน จากที่เคยเห็นเป็นลูกอ๊อด ตอนนี้กลายเป็นกบไปแล้ว จะจับกบมันเลยยากกว่าจับลูกอ๊อดเป็นไหนๆ
ครับตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค.-ก.ย. เป็นต้นมา วงการสื่อเปลี่ยนแปลงกันใหญ่แบบว่าตั้งแต่เกิดมาจะไม่เคยเห็นช่วงนี้มาก่อนเลย แมลงวันตัวอื่นๆ ตอมช่อง 3 กันหมด สื่อต่างๆ กระทุ้งจับผิดผู้บริหารช่อง 3 ไม่เว้นแต่ละวัน ใครแพลมเรื่องครอบครัวช่องขึ้นมาถูกแฟนคลับกระหน่ำเละไม่ว่า “สรยุทธ สุทัศนะจินดา, บัญชา ชุมชัยเวทย์, กิตติ สิงหาปัด, กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ”
ยิ่ง “ประวิทย์ มาลีนนท์” ผู้ถือเป็น “ไนซ์กาย” กลับพูดจาไม่เข้าหูสื่อ หาว่าคนทำดิจิตอลทั้งหมดไม่มีฝีมือ ทำคอนเทนท์ไม่ดีจะมีเรทติ้งได้อย่างไร วงการธุรกิจสื่อต่างๆ ก็รุมสกรัม ไม่มีใครเชื่อว่า “ประวิทย์” จะพูดเช่นนี้
“ประวิทย์” พูดว่าในปีหนึ่งๆ ช่อง 3 ให้เงินในการพัฒนาคอนเทนท์มากกว่าหมื่นล้าน ไม่เหมือนช่อง 7 สี ไม่ต้องพัฒนาอะไรเลย ช่องดิจิตอลที่จะเกิดถ้าอยากเรียกเรทติ้งต้องลงทุนคอนเทนท์ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่-เรื่องโครงข่ายที่บอกว่าทำได้แค่ 20% แต่สื่อ TPBS ก็ตอกหน้าหงายออกมาแล้ว เพราะเขาส่งสัญญาณได้ถึง 63% แล้ว
สื่อก็โหมกลับมากระทุ้ง “ประวิทย์-ช่อง 3” ปัจจุบันคือการให้บริการแบบ “ไทม์แชริ่ง” คือไม่ต้องลงทุน ใครทำรายการมาก็แบ่งเวลากันขายโฆษณา ช่อง 3 ไม่ควักเงินทำรายการเองเลย จะมีจ่ายบ้างคืออยู่ในส่วนของกองละคร ซึ่งเม็ดเงินไม่กี่ตังค์ ถ้าเทียบกับ 7 สี ต้องถือว่า 7 สี ลงทุนมากกว่า เพราะละครต่อตอนจ้างผู้จัดราคาเดียวกัน แถมค่าตัวดาราต่อตอนจ่ายมากกว่าดาราช่อง 3 (เรตค่าตัวดาราช่อง 7 สี สูงสุดต่อตอน 4 แสนบาท)ยังไม่พอ หนังนอกทั้งจีน-เกาหลี-ฝรั่ง 7 สีก็ทุ่มมาก เพราะ “พลากร สมสุวรรณ” ดูแลเรื่องหนังมาก่อนในยุคของ“สุรางค์ เปรมปรีดิ์” เขารู้เรื่องหนังดี ยังไม่รวมลิขสิทธิ์กีฬาทั้งมวยโลกและกอล์ฟ ไม่มีทางที่รายจ่ายเพื่อการพัฒนาคอนเทนท์ช่อง3 จะมากกว่าช่อง 7
ที่จ่ายมากกว่าที่มองเห็นๆ คือ กว้านซื้อดารา-ซื้อพิธีกร-ซื้อคนทีวีมาตุนหรือหมักเขาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ทีวีดิจิตอลไม่มีคนทำงาน และไม่ให้พวกที่ซื้อมาออกจอ หรือให้ออกนิดเดียวก็กักต่อหรือให้ไปโผล่ในรายการเล็กๆ ดึกๆ เพราะช่อง 3 ไม่ได้ซื้อคนในวงการทำงาน แต่ซื้อตัวมาเพื่อ “กัน” คนพวกนี้ไปโผล่ดิจิตอล ตรงนี้ต่างหากที่ช่อง 3 จ่ายเงินมาก เป็นการจ่ายที่สูญเปล่า ไม่ใช่จ่ายเพื่อพัฒนาคอนเทนท์อย่างที่กล่าวใส่ร้ายสื่อด้วยกัน
ไม่มีทางที่ “ประวิทย์” ไม่รู้ว่า…การปฏิรูปสื่อ-สัมปทานที่รัฐธรรมนูญอยากให้เปลี่ยนผ่านมาจากสัมปทานผูกขาดที่ตระกูลเขาครอบครองอยู่ “ประวิทย์” รู้ดีว่าในปีหนึ่งๆ นั้นจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐเท่าไร และได้เงินเข้ากระเป๋าตัวเองเท่าไร เอาเปรียบหรือไม่เอาเปรียบ เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม
อย่าอ้างกฎหมายข้างๆ คูๆ ในข้อสัญญา-ข้อตกลง ซึ่งโบราณคร่ำครึ แถๆ ดันๆ ไปเรื่อย ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญก็พอเข้าใจว่าไม่เป็นธรรมกับรัฐ ไม่ได้ว่าผู้ครองสัมปทานแต่อย่างใด แต่ในกฎหมายใหม่ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อที่มอบหมายให้องค์กรอิสระ (กสทช.) ดำเนินการคือการเปลี่ยนผ่านจากสัมปทานมาเป็นใบอนุญาต…ขอให้ได้รับความร่วมมือบ้างเท่านั้น
วันนี้สื่อทุกฉบับ (ยกเว้นสื่อเลือกข้าง) สื่อทีวีทุกช่อง เว็บไซต์ดังๆ ทั่วไป “อัด” ช่อง 3 แบบตั้งแต่มีตระกูล “มาลีนนท์” มา ครั้งนี้ถูกด่ามากที่สุด คนที่เป็นมิตรก็มองเขาเป็นศัตรูหมด
“ผิดคนอื่นมองเห็นเป็นภูเขา ผิดของเรามองไม่เห็นเท่าเส้นผม” คงพอจำภาษิตบทนี้ได้ใช่ไหมครับ…เกมเพื่อความถูกต้องนี้ต้องให้เครดิต “สุภิญญา กลางณรงค์” เธอเป็นคนตอบเรื่อง “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน” ได้ดีที่สุด เพราะข้อมูลที่สื่อเล่นอยู่ 90% เธอเป็นคนยกตัวอย่างให้เห็นแจ่มแจ้ง ในมุมที่พวกเราๆ ไม่เคยสังเกตเลย
ต้อย แอ็คเน่อร์
by TVPOOL ONLINE
