เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

วันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 ในคดีแนวร่วม นปช. ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. รวม 24 คน ฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง จากเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2553

คดีนี้มีจำเลยสำคัญ อาทิ นายวีระ หรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และพวกรวม 24 คน

คดีจากเหตุชุมนุมปี 2553

อัยการระบุว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 20 พฤษภาคม 2553 จำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. อย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันรัฐบาลในขณะนั้น นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยอ้างว่านายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ และเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และแยกราชประสงค์ เดินขบวนปิดล้อมสถานที่สำคัญหลายแห่ง มีการใช้อาวุธร้ายแรง เช่น เครื่องยิงลูกระเบิด M79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมอาวุธสงคราม ฝึกกำลังคนและฝึกใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี

จากยกฟ้อง สู่โทษจำคุก

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด ต่อมาอัยการยื่นอุทธรณ์

วันที่ 9 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำคุก

  • นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก” จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา

  • นายสุขเสก หรือ “สุข พลตื้อ” จำเลยที่ 12 ให้จำคุกตลอดชีวิต
    ส่วนจำเลยคนอื่น ศาลยืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 จึงยื่นฎีกา

ดราม่าก่อนอ่านฎีกา

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก แต่ทนายของนายยศวริศยื่นคำร้องขอเลื่อน โดยอ้างว่าจำเลยป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และอยู่ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนไป 30 วัน

จนถึงวันนี้ ก่อนอ่านคำพิพากษา ลูกสาวของนายยศวริศ ซึ่งเป็นนายประกัน ขอเลื่อนอีกครั้ง โดยอ้างว่ายังป่วยอยู่ในโรงพยาบาล แต่ศาลเห็นว่าเคยเลื่อนมาแล้ว จึงสั่งให้ตามตัวจำเลยมา มิฉะนั้นจะออกหมายจับและปรับนายประกัน

นายยศวริศจึงถูกนำตัวมาศาลด้วยรถแท็กซี่ ต้องนั่งรถเข็นขึ้นห้องพิจารณาคดี ในสภาพอิดโรย มีผ้าก๊อซปิดแขน มีสายน้ำเกลือ และยังผูกป้ายชื่อผู้ป่วยที่ข้อมือ

เจ้าตัวแถลงต่อศาล ขอเลื่อนอีก 30 วัน โดยระบุว่าเกรงว่าอาการจะกำเริบในเรือนจำ และอาจรักษาได้ยากถึงขั้นเสียชีวิต ผู้พิพากษาปรึกษาผู้บริหารศาลก่อนยืนยันว่า ต้องอ่านคำพิพากษาตามระเบียบ

ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 7 กับพวก เป็นความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ถือเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน

ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายืน

ศาลออกหมายขัง ส่งเข้าเรือนจำ

หลังอ่านคำพิพากษา ศาลออกหมายขัง และให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก” และนายสุขเสก หรือ “สุข พลตื้อ” ส่งไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาต่อไป

คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย และยังคงถูกจับตามองในแง่ผลกระทบทางการเมืองและสังคมมาจนถึงปัจจุบัน

by TVPOOL ONLINE