สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เผยแพร่ รายงานการตรวจสอบการดำเนินงาน การพัฒนาและบำรุงรักษาเครื่องมือตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามแผนงานจัดการภัยพิบัติ (งบ 2555-2559) วงเงินรวม 6,089.54 ล้านบาท โดยเป็นการตรวจสอบเครื่องมือตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ งบ (2555-2559) จำนวน 3,070.38 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 50.42 ของเงินงบประมาณทั้งหมด
สตง. พบว่า จากการที่ กรมอุตุนิยมวิทยา ไม่มีแผนบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาและบำรุงรักษาเครื่องมืออุตุนิยมวิทยาและแผ่นดินไหว แต่ยังใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ประกอบกับเครื่องมือมีจำนวนมากและมีมูลค่าสูงและมีความจำเป็นต้องบำรุงรักษาอยู่เสมอ โดย สตง.ได้ สุ่มตรวจสอบเครื่องมือตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ 11 ประเภท พบจุดอ่อนเกี่ยวกับระบบซ่อมแซม ดูแล บำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ และการใช้ประโยชน์เครื่องมือตรวจวัดที่อาจไม่เกิดความคุ้มค่าหรือบางรายการไม่ได้ใช้ประโยชน์ แม้ในปีงบประมาณ 2555-2559 จะมีการจัดสรรค่าใช้จ่ายซ่อมแซมและบำรุงรักษาจำนวน 655.74 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละ 131.15 ล้านบาท) และค่าใช้จ่ายเพื่อลงทุนปรับปรุงเครื่องมือฯ จำนวน 2,414.64 ล้านบาท( เฉลี่ยปีละ 482.93 ล้านบาท)
ทั้งนี้ จากค่าใช้จ่ายเพื่อลงทุนปรับปรุงเครื่องมือฯ จำนวน 2,414.64 ล้านบาท นั้น สตง.พบว่า มูลค่าการลงทุน 1,055.29 ล้านบาท ใน 8 ประเภท 1,192 รายการ ไม่เกิดความคุ้มค่า และอาจะเกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนได้ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเตือนภัยที่เกิดจากเครื่องมือที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เช่น แบตเตอรี่ที่เสาวัดลมของเครื่องมือตรวจอากาศอัตโนมัติระบบวินด์เชียร์ (LLWAS) ซึ่งเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อการขึ้นลงของเครื่องบิน ซึ่งมีระยะเวลาที่เครื่องมือชำรุดไม่สามารถใช้งานได้ส่วนใหญ่เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี (สถานีอุตุนิยมวิทยาหลายแห่ง ไม่สามารถระบุระยะเวลาที่เกิดการชำรุดเสียหายที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมแก้ไขได้ เนื่องไม่มีระบบทะเบียนจัดเก็บ)
มีรายงานว่า เครื่องมือทั้ง 8 ประเภทดังกล่าว ประกอบไปด้วย 1.เครื่องเรดาร์ตรวจอากาศ 6 สถานี มูลค่า 566.56 ล้านบาท ชำรุดมากกว่า 1-2 ปี มีสภาพเก่า หาอะไหล่ทดแทนยาก ไม่คุ้มที่จะซ่อมแซม 2.เครื่องมือตรวจวัดฝนอัตโนมัติ (930 สถานี) พบปัญหาไม่สามารถแสดงผลและรายงานออนไลน์ผ่านเว็บไซด์ไดทั้ง 930 สถานี มากกว่า 7 เดือน เกิดจากสภาพServer ขัดข้อง โดยตลอดปี 2558 สตง.ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงและแก้ไข โดยปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยาได้เข้ามาดำเนินแล้ว
3.เครื่องมือตรวจอากาศอัตโนมัติ (AWS) พบปัญหาการแสดงผล ผ่านเว็บไซด์กรมอุตุนิยมวิทยา Server ออฟไลน์จำนวนมาก เกิดปัญหาระบบเครือข่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ท ระบบไฟฟ้าที่ติตดตั้ง AWS ทั้งขัดข้องและชำรุด จากการทดสอบไม่สามารถดำเนินได้ถึง 82 วัน 4.เครื่องมือตรวจอากาศอัตโนมัติ (AWOS) ชุดกว่า 7 สถานี ซึ่งติดตั้งภายในท่าอากาศยาน จ.ตรัง พิษณุโลก อุบลราชธานี นครราชสีมา สกลนคร ภายในสถานีอุตุนิยมวิทยาบุรีรัมย์และศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จ.ขอนแก่น มูลค่ากว่า 93.40 ล้านบาท 5. เครื่องมือสถานีฝนอำเภอ กว่า 500 สถานี พบว่า 144 สถานี มูลค่ารวม 1.37 ล้านบาท มีความชำรุด ไม่สามารถพร้อมใช้งานอย่างเหมาสม พบชำรุดประมาณ 1-3 เดือน บางแห่งชำรุดกว่า 2 ปี และสูงสุดถึง 10 ปี ยังพบรายงานว่า บางแห่งไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเครื่องมือเลย
6.เครื่องมือสถานีอุตุนิยมวิทยาเกษตร ที่ตรวจสอบ 24 สถานี พบอุปกรณ์ 17 รายการ จาก 9 สถานีมีปัญหาชำรุด 1-3 ปี 7.เครื่องมือสถานีตรวจอากาศผิวพื้น พบชำรุด 10 แห่ง ใน 17 รายการ และ 8. เครื่องมือสถานีอุตุนิยมวิทยาอุทก จาก 16 สถานีทั่วประเทศ สตง.พบ 9 สถานี เครื่องมือหลักส่วนใหญ่ไม่มีการใช้ประโยชน์ และมีปัญหาชำรุด
“ปัญหาอุปกรณ์ไม่ทันสมัย ยังใช้เป็นระบบ Manaul เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาแจ้งกับ สตง. รวมถึงจุดอ่อน ที่กรมอุตุนิยมวิทยา ไม่ให้ความสำคัญต่อการจัดทำแผนการปฏิบัติงานด้านการซ่อมแซม ดูแลบำรุงรักษา มุ่งเน้นเฉพาะแผนปฏิบัติงานด้านการจัดหาเครื่องมือที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา สตง. ได้ทำหนังสือแจ้งไป ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตามหนังสือที่ ตผ 0015/6652 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 ก่อนโครงสร้างเป็นกระทรวงดีอี”
สตง. ยังพบว่า การควบคุม ดูแล บำรุงรักษาเครื่องมือ ไม่เป็นระบบและขาดความต่อเนื่อง ส่งผล กระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการท งานของเครื่องมือ และจะส่งผลเสียหายต่อการปฏิบัติงานใน ภารกิจหลักของกรมอุตุนิยมวิทยา ดังการสุ่มตรวจสอบ พบว่า สถานีอุตุนิยมวิทยาส่วนใหญ่มีจุดอ่อน เกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนคุมครุภัณฑ์ และทะเบียนคุมการซ่อมแซม บำรุงรักษาเครื่องมือ โดยไม่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม สตง.ได้แจ้ง ข้อมูลดังกล่าวให้ กรมอุตุนิยมวิทยาแก้ไขต่อไป
มีรายงานอีกว่า สตง.ยังพบปัญหา การบริหารการใช้ประโยชน์เครื่องมือตรวจวัดบางรายการที่อาจเกิดความไม่คุ้มค่า และเครื่องมือตรวจวัดบางรายการไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะ เครื่องมือตรวจวัดสถานีฝนอำเภอ 1,197 แห่ง รวมมูลค่า22.45 ล้านบาท ซึ่งติดตั้งมานานไม่น้อยกว่า 71 ปี ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในภารกิจอย่างคุ้มค่า และข้อมูลการตรวจวัดที่จัดเก็บ ได้โดยอาศัยเจ้าหน้าที่ตรวจวัดฝนที่แต่งตั้งขึ้นอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วน และไม่น่าเชื่อถือ
ในขณะที่มีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝนอัตโนมัติ (930 สถานี) รวมมูลค่า 240.49 ล้านบาท กระจายทั่วประเทศ รวมถึงอาจเกิดความไม่คุ้มค่าของการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 2 ล้านบาท สำหรับค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจวัดฝน ทั้งนี้ไม่รวมมูลค่าอุปกรณ์ที่ต้องใช้ทดแทนกรณีชำรุดเสียหาย ที่ผ่านมา สตง.ได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้ทบทวนผลการดำเนินงานตามโครงการสถานีฝนอำเภอ และรายการค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานให้ราชการโครงการ สถานีฝนอำเภอ ตามหนังสือที่ ตผ 0015/3283 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2558 เนื่องจากพบประเด็นปัญหา ความเสี่ยง ดังนี้
กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลการตรวจวัดของ สถานีฝนอำเภออย่างคุ้มค่า การรายงานข้อมูลผลตรวจวัดของสถานีฝนอำเภอไม่ครบถ้วนและข้อมูลที่ จัดเก็บมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง และไม่เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า สถานีฝนอำเภอส่วนใหญ่ไม่มีการรายงานข้อมูลจากการตรวจวัดตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วน และข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่ได้จากการตรวจวัดของสถานีฝนอำเภอส่วนใหญ่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิด ความคลาดเคลื่อน ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องการติดตั้งเครื่องมือส่วนใหญ่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนด เครื่องมือตรวจวัดอยู่ในสภาพชำรุด ไม่พร้อมสำหรับการใช้งาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจวัดฝนที่ ได้รับแต่งตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกอบรมการตรวจวัดฝน การเก็บข้อมูล และการรายงาน ประกอบกับ ขาดการติดตามตรวจเยี่ยม สอบทานข้อมูลอย่างเคร่งครัดจากกรมอุตุนิยมวิทยา อาจทำให้ส่งผลกระทบ ต่อความถูกต้อง เชื่อถือได้ของข้อมูล
นอกจากนี้ ยังพบสถานีอุตุนิยมวิทยาอุทก 9 สถานี พบว่า แต่ละสถานีมีการ ตรวจอากาศทั่วไปโดยมีเครื่องมือติดตั้งที่สนามอุตุนิยมวิทยาเช่นเดียวกับสถานีตรวจอากาศผิวพื้น และมี เครื่องมือตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาอุทกโดยเฉพาะสำหรับวัดระดับน้ำและความเร็วกระแสน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ รวมมูลค่าไม่น้อยกว่า 5.17 ล้านบาท ทั้งนี้บางรายการไม่เคยมีการใช้ ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในการวัดระดับน้ำและกระแสน้ำแต่อย่างใด ได้แก่ เครื่องวัดระดับน้ำ แบบจดบันทึก (อัตโนมัติ) รวมมูลค่า 1.99 ล้านบาท และเครื่องวัดกระแสน้ำพร้อมอุปกรณ์ รวมมูลค่า 2.58 ล้านบาท ยังพบว่า สถานีอุตุนิยมวิทยาเกษตร ส่วนใหญ่มีลักษณะการตรวจวัดเช่นเดียวกับสถานีตรวจอากาศผิวพื้น หรือเป็นการตรวจอากาศทั่วไปเป็นหลัก ประกอบกับบางสถานี ไม่สามารถใช้งานเครื่องมือตรวจวัดที่มีวัตถุประสงค์โดยตรงในการใช้ข้อมูลสำหรับ การเกษตรได้
ที่มา – ผู้จัดการออนไลน์
by TVPOOL ONLINE