PPTV.
ทีวีดิจิตอลที่มีความพยายาม
24 ช่องทีวีดิจิตอลที่ชนะการประมูลจากกสทช.สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือทุกบริษัทล้วนมีประสบการณ์ในด้านสื่อโทรทัศน์มาแล้วทั้งสิ้น ไม่แปลกใจที่มีบริษัทเข้าประมูลถึงขั้นเทหมดหน้าตักเพื่อให้ชนะการแข่งขันในนั้นแม้ราคาจะสูงลิ่วถึงราคาประมูลจะสูงลิ่ว เงินรวมมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทก็ถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่เกินคาดเดา เพราะผู้ลงทุนทุกบริษัทก็ประเมินราคาอยู่ที่ประมาณนี้อยู่แล้ว
ถามว่าแพงมั้ยราคานี้-ต้องบอกว่าแพง แต่ผู้ลงทุนทุกคนเข้าใจตรงกันว่าทีมงานและบุคคลด้านต่างๆ สามารถจะนำพาทีวีช่องใหม่ที่แพงระยับนี้ไปได้อย่างสง่างาม…สิ่งที่ผู้ลงทุนทั้ง 17 บริษัทคิดว่าจะบริหารทีวีของช่องตัวเองไปได้เพราะ
1.ผู้บริหารทั้ง 17 บริษัท เข้าใจในธุรกิจสื่อทีวีผูกขาด (ในอดีต) ที่มีทีวี 5-6 ช่อง แต่ 2 ช่องเอกชน แชร์การตลาดโฆษณาถึง 70-80% ที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะผู้บริหารเขาเก่งเหนือมนุษย์ แต่เป็นเพราะเอเจนซี่และเจ้าของสินค้าไม่มีทางเลือก จึงต้องแห่เอาสินค้ามาลงโฆษณา เขาจะขึ้นราคานาทีละเท่าไหร่ก็ยอมหมด-ทั้ง 17 บริษัท คิดตรงกันว่า ถ้ามีทีวีมากขึ้นกว่านี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเอเจนซี่และลูกค้าจะเป็นทางเลือกที่ดี ถ้าทำรายการดีๆ เรทติ้งดีๆ ไม่มีเหตุผลที่ลูกค้าจะไม่ลง
2.จุดอ่อน+จุดแข็งของทีวีปัจจุบันอนาล็อก ผู้บริหารจาก 17 บริษัทที่ว่านั้น พอมองออกว่าคืออะไร ถ้ามีเวทีอิสระสำหรับการต่อสู้ทางธุรกิจโทรทัศน์อย่างเสรีและเป็นธรรม บริษัททีวีดิจิตอลน้องใหม่ ทั้ง 17 บริษัท มั่นใจว่าตัวเองสู้ได้ และทำได้ไม่แพ้ช่องอนาล็อกเดิมๆ ที่ครองตลาดอยู่
3. บริษัทสื่อในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน สื่อสิ่งพิมพ์อย่างไทยรัฐ เดลินิวส์ แพรว ฯลฯ ต่างมองหาธุรกิจใหม่มารองรับวิกฤตสิ่งพิมพ์ในอนาคต ราคาจะสูงกว่านี้เท่าไหร่ก็ยังเชื่อว่าจะมีคนสู้เพื่อให้ได้ทีวีดิจิตอลมา
อุปสรรคที่เกิดขึ้นหลังจากประมูลได้แล้ว ไม่ว่าจะสร้างฐานตัวเองไม่ได้ คนดูยังติดอยู่กับความเคยชินจากช่องเก่าๆ โฆษณาก็ไม่เข้า เอเจนซี่ก็ไม่แพลนงบให้ เพราะเรทติ้งไม่มี กลายเป็นภาระหนักของผู้ประมูลที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้บริษัทและสถานีอยู่ได้
ถามว่าทำไมธุรกิจทีวี-เมื่อต้องเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกเป็นดิจิตอล เปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาต ถึงไม่ราบรื่นดังที่ 17 บริษัทที่เข้าประมูลคาดไว้-พวกเขาคาดการณ์ผิดกระนั้นหรือ พวกเขาโง่หรือเปล่าที่ต้องเทเงินประมูลเป็น 3-4 พันล้านต่อช่อง
นักธุรกิจระดับพันล้าน ไม่มีใครโง่อย่างแน่นอน ในความเป็นจริงของโลกประจักษ์แจ้งว่า คนโง่รวยไม่ได้อย่างแน่นอน คนทั้ง 17 บริษัทไม่ใช่โง่ที่เทเงินขนาดนั้นเพื่อประมูลทีวี ซึ่งไม่รู้จะคืนทุนเมื่อไหร่…
ธุรกิจทีวีกลับตาลปัตร คิดว่าทีวีดิจิตอลจะบูมดังคิดกลับกลายเป็นตาย หมู่ เดือดร้อนทุกช่องเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของกสทช. ผู้เป็นเจ้าของแนวคิดที่มีแต่ทฤษฎี ไม่มีหลักปฏิบัติที่ควรจะเป็น
หลักทฤษฎีของกสทช.ที่เขียนมาให้ผู้ประมูลรับทราบ-ไม่รู้ว่าเขาปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จินตนาการว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรออกมา พอตราเป็นข้อปฏิบัติจริงๆ มันทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแจกคูปองแลกกล่อง, ไม่ว่าจะมัสแครี, ออกคู่ขนาน สารพัดล้วนแต่ทำให้การเปลี่ยนผ่านทีวีติจิตอลมีปัญหาทั้งสิ้น จนทุกวันนี้เกือบทุกบ้านในประเทสไทยยังดุทีวีผ่านกล่อง-ทรู, PSI, CTH ฯลฯ ไม่มีใครเอาไปแลกกล่องดิจิตอลเลย
การยกเลิกอนาล็อก-มาเป็นดิจิตอล จะสำเร็จได้อย่างไร ถ้าทุกกล่องทั้ง เคเบิ้ลดาวเทียม ยังมีทีวีช่องอนาล็อกเดิม ไม่ปล่อยให้เขาอยู่โลกของเขาคือ หนวดกุ้ง ก้างปลา ใครเป็นแฟนคลับก็ไปติดที่บ้านเอง เวทีดิจิตอลเขาจะได้รู้กันเอง บนโลกของดิจิตอล อนาล็อก(เดิม) เขาไม่ผิดอะไรให้เขาทำอย่างไรก็ทำตามนั้น แต่ผู้เขียนกฎกติการต่างหากที่ไม่เข้าใจระบบธุรกิจทีวี
ทีวีดิจิตอล ต้องบอกว่าหลายๆ ช่องมีคุณภาพรายการดี, มีความคิดสร้างสรรค์ เรียกว่ามีรายการดีๆ ในแบบที่เราไม่เคยดูมาก่อนจากอนาล็อกเดิมที่คุ้น อย่างไทยรัฐ, PPTV, เวิร์คพอยท์ ฯลฯ ดูแล้วรู้เลยว่าพวกเขามีความพยายามในการสร้างฐานคนดูให้กับตัวเอง
โดยส่วนตัวจริงแล้ว ผมอยากให้กำลังใจ PPTV.เพราะช่องนี้ถือเป็นช่องดิจิตอล HD.ที่รักษาคุณภาพของตัวเอง ไม่ว่าละคร, หรือสารคดี แม้แต้รายการเขาเน้นเรื่องสาระเป็นหลัก ไม่เป็นพิษกับผู้บริโภคเลย ต้องชมเชยผู้บริหารอย่าง เขมทัตต์ พลเดช ผู้อยู่เบื้องหลังความบูมของช่อง 9 อสมท. ยุคการเปลี่ยนแปลงที่มีมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นหัวเรือ แต่ผู้ออกแรง ทั้งความคิดและการตลาด มาจาก “เขมทัตต์” เพราะเขาคือผู้บริหารเอเจนซี่โฆษณามาก่อน…ถ้าถามว่า PPTV.ในวันนี้เป็นเช่นไร ผมบอกได้เลยว่า PPTV. คือช่องดิจิตอลที่ใส่ความพยายามมากที่สุด สถานีหนึ่งเดียว
ทีวีดิจิตอล 24 ช่อง บางคนอาจคิดว่ามากไป จริงแล้วไม่มากครับ ถือซะว่าเป็นทางเลือกของผู้ชม ชอบแนวไหนช่องใดก็ดูช่องนั้น เพราะรูปแบบรายการไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
ดูอย่างวิทยุมีมากกว่า 2-3 ช่องสถานี เปิดสถานีไหนเขาก็มีแฟนคลับของตัวเอง มีลูกค้าของตัวเอง ชอบแนวไหนก็ดูสถานีนั้น ทีวีดิจิตอลก็ไม่แตกต่าง มีให้เลือกตามรสนิยมตัวเองได้
ถึงตรงนี้อยากให้กสทช. ทบทวนบทบาทตัวเองโดยเฉพาะมีอำนาจแล้ว-ใช้อำนาจตัวเองเป็นหรือเปล่า ธุรกิจทีวีคือโครงสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ มีเงินหมุนเวียนเป็นแสนล้านต่อปี ผู้บริหารกสทช. ก็ควรเข้าใจการทำธุรกิจด้วย-ไม่ใช่พวกใครพวกมัน-ขัดแข้งขัดขากันอยู่ร่ำไป มันจึงทำให้งานที่รับผิดชอบไม่ราบรื่น
Tony Aigner
by TVPOOL ONLINE
