ต่าย ชุติมา น้ำตาคลอตอบปมรักร้าว ทิม พิธา เสียใจที่ลูกต้องมาเจอแบบนี้

เป็นประเด็นร้อน ๆ ในวงการบันเทิง สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องครอบครัวนางเอกรักร้าว เพราะฝ่ายหญิงติดเที่ยว กระทั่งมีคนโยงว่าเป็นครอบครัวของ ต่าย ชุติมา กับสามีไฮโซ ทิม พิธา กระทั่งฝ่ายชายได้ยอมรับว่า ครอบครัวมีรอยร้าวจริง แต่ขอไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ขณะที่ทั้งคู่ต่างก็มีโพสต์ภาพขณะอยู่กับลูกสาว น้องพิพิม แต่ไม่ได้มีภาพถ่ายร่วมกันมาพักใหญ่

ล่าสุด (30 พฤศจิกายน 2561) ที่งานเปิดตัวศูนย์การค้า เกตเวย์ แอท บางซื่อ (Gateway at Bangsue) ต่าย ชุติมา ก็ได้มาให้สัมภาษณ์เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเผยว่า ก็เป็นอย่างที่ฝ่ายชายพูด ว่ามีการปรึกษากันอยู่ ว่าเราจะแก้ปัญหานี้ยังไง ก็เกิดปัญหามาพักใหญ่ ๆ แล้ว เกิดจากความไม่เข้าใจกันในหลาย ๆ เรื่อง ทัศนคติต่าง ๆ ทั้งครอบครัวทั้ง 2 คน การเติบโตที่เหมือนโดนเลี้ยงมาคนละแบบ เหมือนเรา 2 คน โฟกัสที่ลูก และอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก แต่ด้วยความที่โตมาคนละแบบ เลยเกิดความไม่เข้าใจกัน ว่าเราอยากเลี้ยงแบบนี้ เขาอยากเลี้ยงแบบนี้ สถานะตอนนี้ก็ยังปรึกษากันอยู่ว่าจะตกลงกันยังไง เพราะเราก็โฟกัสที่ลูกกันอยู่แล้ว

สำหรับข่าวลือเรื่องปาร์ตี้ ต่าย ชุติมา เผยว่า ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตคู่กันมา ไม่มีคำว่าติดเที่ยวแน่นอน เรามีจิตสำนึกของความเป็นแม่อยู่แล้ว ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ อะไรเหมาะสม ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราแทบจะไม่ได้ไปไหนเลย ขนาดจะไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศกับคุณแม่ก็แทบจะไปไม่ได้ ถ้าเป็นโอกาสพิเศษอย่างงานวันเกิด งานแต่ง ก็มีไปบ้าง แต่เราก็รู้ว่าเวลาไหนเหมาะสม เราต้องทำหน้าที่ของเราให้เรียบร้อยก่อน

ตอนนี้ก็กำลังปรึกษากันว่าต่างคนต้องการไปในทิศทางไหน ก็เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว เมื่อถูกถามว่าจะถึงขั้นฟ้องหย่าไหม ต่าย บอกว่า ไม่มีใครอยากให้ไปถึงจุดนั้น ทุกวันนี้เราก็คุยกัน โฟกัสที่ลูกเป็นหลักอยู่แล้ว ส่วนข่าวลือเรื่องการฟ้องหย่า เรียกเงิน 50 ล้าน ต่าย บอกว่า บางทีเราก็ก็เสียใจนะ อยู่ดี ๆ คนพูดอย่างนี้ โดยเฉพาะยิ่งมาจากคนในครอบครัวมันยิ่งน่าผิดหวังมาก ถ้าอะไรที่มันไม่ใช่ความจริง เราไม่เคยยึดติดเรื่องเงินอยู่แล้ว อย่างที่เราทำธุรกิจ เงินลงทุนเราก็ทำกับที่บ้าน เราเปิดร้านมาจะ 2 ปี ก็ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน

ที่โดนข่าวลือดิสเครดิตต่าง ๆ มองว่าคนจะพูดอะไรก็ได้ แต่ความจริงก็คือความจริง คนใกล้ชิดก็จะรู้ เรื่องไม่ดูแลลูกก็ไม่จริง เราต้องรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่เราคืออะไร เราก็มีเพื่อนได้ เมื่อก่อนที่เรายังไม่เริ่มทำงาน อาจจะไม่ได้สังคมเยอะ แต่พอเราเริ่มทำธุรกิจ เรียนปริญญาโท ก็ต้องมีเพื่อนเพิ่มขึ้น มีสังคมบ้าง แต่ส่วนใหญ่ทุกคนที่เห็นก็จะเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่มัธยม เราไม่ได้คุยกับคนใหม่ ๆ อยู่แล้ว เราจะอยู่กับเพื่อนที่เราไว้ใจได้ จริงใจ

กับสามีตอนนี้ก็คุยกันเรื่องลูกเป็นหลัก จะมีโอกาสกลับมาเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนเดิมไหม ก็เป็นเรื่องอนาคต จริง ๆ ที่เราพยายามกันก็เพราะลูก บางทีก็เสียใจว่าทำไมลูกต้องมาเจอแบบนี้ (ร้องไห้) ไม่มีใครอยากให้ครอบครัวของลูกไม่สมบูรณ์ รู้สึกว่าเราเป็นต้นเหตุหรือเปล่าที่ทำให้ลูกต้องเป็นแบบนี้ คิดว่าเราน่าจะคุยกันได้เพื่ออนาคตที่ดีของลูก

ยืนยันว่าเราไม่เคยคิดจะแย่งลูกกัน เราอยากให้ลูกได้อยู่กับทั้งพ่อและแม่เท่า ๆ กัน พอเราโฟกัสที่ลูก ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา เรื่องหย่าก็เป็นเรื่องของอนาคต ทุกวันนี้เราก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ ก็พยายามให้เวลาและให้ความรักกับลูกอย่างเต็มที่ที่สุด เขาอาจยังเล็กไปที่จะอธิบายอะไร เขาน่าจะรับรู้ความรู้สึกได้ ด้วยความรักที่เราให้เขา เขาน่าจะรู้สึกว่าเราเป็นแม่ที่ให้ความรักเขาอย่างเต็มที่

ส่วนตัวให้กำลังใจตัวเองว่า ทุกอย่างที่ผ่านมาอะไรที่เกิดขึ้นมันดีหมด สิ่งไม่ดีที่เกิดกับเรา ทุกอย่างเป็นประสบการณ์เพื่อเตือนเราในอนาคต สำหรับประเด็นการทำร้ายร่างกาย ขออนุญาตไม่ตอบ สำหรับสามีเขาก็ทำหน้าที่ของเขา ทุกวันนี้เราก็ยังรักและหวังดีกับเขา กับกระแสข่าวที่ออกมาว่าเราติดปาร์ตี้ เราไม่มีสิทธิ์ไปห้ามความคิดเขา แค่เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ว่าความจริงคืออะไร คนใกล้ชิดเรารู้และเข้าใจก็พอ ก็รู้สึกเสียใจและผิดหวัง แต่ห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวเรา

สำหรับสถานะตอนนี้ ก็ยังเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ผ่านมาเราก็พยายามทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถของเราอยู่แล้ว ไม่อยากจะมาแก้ตัวกับสังคมอะไร เพื่อน ๆ หรือครอบครัวเราก็เห็นมาตลอด

แสดงความคิดเห็น