เปิดใจ!! หมู ดิลก ชีวิตพลิกผันจาก พระเอกชื่อดัง สู่คนขายประกัน เหลือเงินแค่ 27 บาท 

         นักแสดงรุ่นใหญ่ ผู้ได้ฉายา พ่อทุกสถาบัน อย่าง อาหมู ดิลก ที่ล่าสุด อาหมู ได้มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น


คุณอาจำได้มั้ยว่าเป็นพ่อใครมาแล้วบ้าง ?
หมู :
 เอาแบบคนที่ไม่เคยเป็นลูกดีกว่า น่าจะมี ณเดชน์ นอกนั้นน่าจะเคยเป็นหมดแล้ว
ช่วงนี้ฮอตมาก คิวแน่นขนาดไหน ?
หมู : 
ก็ทำงาน 7 วัน ถ่ายละครหมดเลย ประมาณ 5 เรื่อง เรื่องการแบ่งคาแรคเตอร์ก็เริ่มตั้งแต่เราอ่านบท ก็เปรียบเหมือนเราแบ่งสีของตัวละคร
ณ ตอนนี้ความเป็นพ่อฮอตกว่าตอนเป็นพระเอก จริงหรือเปล่า ?

          หมู : ถ้าในแง่ของปริมาณงานน่าจะมากกว่า เพราะพระเอกจะรับงานได้เรื่อง สองเรื่อง แต่พอมาเป็นดาราสนับสนุน มาเป็นพ่อเนี่ย มันก็ไม่ใช่เราทุกวันแล้ว เราก็สามารถซอยวันได้ ถ้าถามอันไหนดีกว่า พ่อดีกว่า
สำหรับครอบครัว ทองวัฒนา อาเป็นคนแรกเลยใช่ไหมที่ซื้อบ้านให้ตัวเอง อันนี้จริงมั้ย ?
หมู :
 ทองวัฒนามันมีหลายแวดวง หลายสาขา เฉพาะแวดวงแถวบ้านอาเอง ต้องบอกว่าอาอยู่บ้านเช่ามาตลอด ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง จนมาเป็นอาชีพนักแสดงก็เก็บเงินซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ตอนนั้นเป็นเรือนหอใช้ชีวิตแต่งงานครั้งแรก
ตอนนั้นแต่งงานช่วงไหน ?
หมู : 
เป็นพระเอกได้สัก 4-5 ปี ก็แต่งได้ 7 ปี ซึ่งชีวิตคู่ไม่จำเป็นต้องยึดว่าเขาต้องเป็นของเรา วันนึงเขามีสิทธิ์ที่จะเดินออกไปจากชีวิตได้ แต่การเดินออกไปจากชีวิตคู่ของอาเนี่ยมันก็มีคนนึงที่ต้องเจ็บปวด ซึ่งในช่วงนั้นรู้สึกว่าอาเป็นคนเจ็บ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนแต่งงาน อาก็เดิมพันต้นทุนของชีวิตอาไปให้หมด
ทั้งหมดที่อาเก็บสะสมมา ตอนที่แยกกัน อายกให้เขาหมด ?
          หมู : ใช่ครับ ตอนหลังพอมันจบลงด้วยการหย่าร้าง เนื่องจากไม่ได้ตกลงกันก่อน มันก็ต้องมีคนนึงที่บอกว่า โอเคไม่ได้รับอะไร ซึ่งอาเป็นคนไม่ได้รับอะไรตรงนั้น


แสดงว่าตอนนั้นอาไม่มีอะไรติดตัวเลย ?
หมู :
 ใช่ครับ ก็ต้องเดินออกมาแบบนั้น คือทุกอย่างตอนนั้นมันเป็นสินเดิม อายกให้เป็นสินเดิมก่อน อาไม่มีสินสมรส ซึ่งมันก็ไม่สมดุลกับชีวิตในเวลานั้น ชีวิตพระเอกเนี่ย การมีชื่อเสียง การอยู่ในวงการเนี่ยไปที่ไหนคนก็รู้จัก คนจำได้ มันก็มีความสุขดีถ้ามีเงินในกระเป๋า แต่ถ้าความไม่สมดุลเกิดขึ้น คือเงินไม่มี แต่ความดังยังเกิดขึ้นอยู่ชีวิตมีปัญหา
ตอนนั้นคุณอาเลือกใช้เส้นทางไหน เริ่มต้นชีวิตใหม่ยังไง ?
หมู : 
ถ้าเราตั้งสติให้กับตัวเองได้ เรายอมแพ้ซะ ยอมแพ้ก็คือสถานการณ์เป็นแบบนั้นจะเอาชนะมันหรอ คนสองคนมาอยู่ด้วยกัน อีกคนนึงไม่อยู่จะเอาชนะจะให้เขาอยู่หรอ ซึ่งตอนที่แยกทางกันก็ไม่มีใครรู้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดเป็นเรื่องที่อาไม่อยากบอก ไม่อยากให้ใครมานั่งตีความหมายในชีวิตเรา
ตอนนั้นคุณอาใช้ชีวิตยังไง บ้านก็ไม่มี รถก็ไม่มี เงินติดตัวน้อยมาก ?
หมู :
 ชีวิตเหมือนไม่มีทางไป แล้วก็ไม่มีความเชื่อเหลืออยู่ว่าจะกลับมายืนที่เดิมได้แล้ว การสูญเสียครั้งนั้นเป็นการสูญเสียที่เข้ามาหลายอย่างที่ต้องรับมือ สูญเสียชีวิตคู่ สูญเสียเรื่องงานช่วงที่ดีที่สุดของอากำลังจะจบไป แล้วชีวิตทรัพย์สินก็มีปัญหา เงินทองก็มีปัญหา

มีจุดท้อหนักสุดขนาดไหน ?
หมู :
 มันหาตัวเองไม่ได้ ได้แต่โทษสิ่งแวดล้อม โทษคู่ โทษไปมันก็ไม่มีประโยชน์ก็เลยได้จุดและได้สติ หลังจากผ่านไปปีกว่า ๆ ซึ่งปีกว่า ๆ ที่ผ่านไปอยู่กับน้ำตาทุกวัน บางทีร้องไห้ไม่มีสาเหตุ บางทีเราตั้งคำถามผิด ชีวิตมันก็ผิดเลย
เคยเป็นหนักถึงขั้นคิดจะไปจากโลกใบนี้มั้ย ?

          หมู : คนเราเวลาสุขคู่กับทุกข์มันอยู่กับตัวเราตลอด ในช่วงเวลานั้นที่มันทุกข์มาก ๆ ถึงขนาดจะไปเลยก็มี แต่เป็นแค่ความคิดที่เป็นช่องทางนึงของการหาทางออกของมนุษย์ เป็นการแก้ปัญหา แต่ว่าในที่สุดแล้วเรายังมีแม่ ยังมีครอบครัว เราก็ต้องมองอีกด้าน พลิกตัวเอง มองตัวเองมากขึ้น หาวิธีแก้ปัญหา ต้องสู้แล้ว ปรากฏว่ามีผู้หญิงคนนึงเข้ามาในชีวิต เข้ามาตกลง อาก็เลยก้าวมาอีกอาชีพนั่นก็คืองานขายประกัน
อาเข้ามางานขายประกันได้ยังไง ?

          หมู : ภรรยาอาเขาชวน ตอนนั้นเราไม่มีต้นทุนอะไรมากมายก็เลยคิดว่าไปทำอะไรก็ได้ที่มันใช้ความพยายาม ใช้ความทุ่มเท ตอนนั้นก็มีเพื่อน ๆ ทำอยู่แล้วมันสำเร็จไปได้ดีเราก็เลยตามเขาไป


พอคนจำภาพอาตอนเป็นพระเอกแล้วตัดภาพมาเป็นคนขายประกัน รับมือกับความรู้สึกนั้นยังไง ?
หมู : 
ก่อนจะไปถึงสายตาคนอื่น สายตาตัวเองต้องมองก่อน ตัวเองก็ยังไม่ยอมรับตัวเอง จะไปทำอาชีพอื่นได้มั้ย ถ้าไปทำงานขาย ขายให้คนอื่นเขาสงสัยในตัวเราก็ไม่มีใครชอบหรอก แต่วันนึงมาคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร จริง ๆ เราเกิดมาเพื่อทำงาน งานอะไรก็ได้ที่มันสุจริต
มีโดนดูถูกกับอาชีพตรงนี้มั้ย ?

          หมู : อาจจะมีด้วยความรู้สึกเรามั้ง แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือในระหว่างคุยกัน เราก็ไม่รู้ว่าเขาฟังที่เราอธิบายการขายของเราหรือเปล่า แต่มันจะมีบางจังหวะที่เขาแอบเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานั่งแล้วยื่นโน้ตมาให้แล้วเขียนว่าอธิบายเสร็จออกจากบ้านไปด้วย เราไม่ซื้อ เราก็รับมาแล้วไปอ่านในห้องน้ำแล้วน้ำตาก็อยู่ในนั้น มันก็เป็นความรู้สึกสงสารตัวเอง แต่จริง ๆ มันเป็นสิทธิ์ของลูกค้า แต่สุดท้ายก็ปรับตัวเองใหม่ ถามตัวเองว่าตั้งใจทำอาชีพนี้ใช่มั้ย ก็ตอบตัวเองว่าใช่
จุดนั้นถือเป็นจุดที่ต่ำสุดของชีวิตมั้ย ?
หมู :
 ถ้าผ่านมาถึงวันนี้ ผ่านจุดนั้นมาได้ ก็น่าจะเป็นจุดที่ยากลำบากในการที่จะผยุงตัวเอง
ช่วงนั้นขายประกันไม่ได้เลย แล้วมีเงินติดตัว 27 บาท ?
หมู :
 ใช่ คือที่เหลือเงินแค่นั้นก็เพราะว่า หลังจากที่ทำงานไปได้ 6-7 เดือนเนี่ย อากับแฟนรู้สึกว่าชีวิตนี้มันต้องสร้างด้วยกัน แล้วถ้าหากว่าถ้าเราจะมีมุดหรือมีหลักที่จะไปบอกแฟนเราได้ก็คือ บ้าน เอาเงินไปดาวน์บ้าน คือเงิน 2 รวมกันแล้ว เหลือ 27 บาท แล้วเดือนต่อไปจะเจออะไรก็ต้องสู้กันไป

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]