“เคลลี่-นาย” เปิดใจ! งานแต่งสุดอลังการ

สำหรับนักแสดงหนุ่ม “เคลลี่ ธนะพัฒน์” และหวานใจสาว “นาย ชนุชตรา” ซึ่งงานนี้แว่ว ๆ มาว่าหนุ่มเคลลี่เป็นสามีสายเปย์สุด ๆ ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท จัดงานแต่งเลยทีเดียว ล่าสุด หนุ่มเคลลี่ และ สาวนายควงคู่มาเปิดใจชีวิตหลังงานแต่งว่า…

เล่าให้ฟังหน่อย งานแต่งงานเป็นยังไงบ้าง ?

เคลลี่ : ก็ต้องบอกว่างานออกมาตามที่เราต้องการ แล้วก็ต้องบอกว่าเป็นงานที่สนุกมาก ไม่อยากกลับเลย อันนี้เพื่อน ๆ บอกมานะครับ แต่ก็ต้องถามน้องนายเหมือนกันว่ารู้สึกยังไงบ้าง

นาย : คืองานที่ออกมาเหมือนงานในฝันของเราเลยค่ะ คือเราจะเป็นผู้หญิงคนนึงที่ชอบดูในเรื่องของงานแต่งงาน ชอบดูชุด ชอบดูงาน คือมันออกมาเหมือนที่เราหวังไว้มาก

ก่อนหน้านี้ไปงานแต่งงานของคนอื่นบ่อยไหม ?

นาย : ก็ไปบ่อยค่ะ อย่างที่บอกว่าไปดูเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่มีแบบที่ถูกใจเรา แต่งานของเราถูกใจเรามากที่สุดค่ะ

Theme และคอนเซปต์งานคืออะไร ?

นาย : คือนายจะเป็นคนที่ชอบคริสตัลไงคะ แล้วนายก็เลยบอกคนจัดงานไว้ว่าอยากได้แบบมีคริสตัลเยอะ ๆ แล้วดอกไม้ที่ชอบก็จะเป็นดอกกุหลาบกับดอกไฮเดรนเยีย ก็เลยขอในเรื่องของส่วนนี้ไว้ค่ะ

อะไรแพงที่สุดในงานแต่งนี้ ?

เคลลี่ : คือผมต้องบอกว่าดีใจมาก ที่มีหลาย ๆ คนมาทักว่า ดูแพง ดูเวอร์ ซึ่งผมต้องบอกว่าเราจัดงานนี้ เราไม่ได้ตำน้ำพริกละลายน้ำ เราไม่ได้ฟุ่มเฟือย เรื่องต่อมาคือเรื่องดอกไม้ ที่ผมต้องรีบตอบก็เพราะว่าบางคนลงทุนเป็นล้าน ๆ สำหรับดอกไม้ แต่ผมว่าไม่จำเป็น คือการจัดงานสวยไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ แต่เราสองคน จะนั่งใส่ใจในเรื่อง Detail ต่าง ๆ เราดูในทุก ๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการตกแต่ง เรื่องของ Entertainment เรื่องของอาหารตลอดจนเครื่องดื่ม แต่ wedding planner ของเราก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน แล้วก็โชคดีที่ผมมีเพื่อนฝูงที่รักแล้วก็สนิทกันมากหลายคน เลยได้คนนู้นคนนี้มาช่วยงานเราอีก

งานแต่งนี้เกิน 20 ล้านจริงหรือเปล่า ?

เคลลี่ : โอ้โหวว ต้องขอบคุณมากนะครับที่มองว่าผมรวยขนาดนั้น คือจริง ๆ ต้องบอกว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของอันนั้นอีกครับ คืออย่างที่บอกไปว่าเราคุม Detail ต่าง ๆ เองกันเกือบทั้งหมด แล้วก็ต้องบอกว่าผมต้องตามใจเจ้าสาว เพราะเขาคือคนที่ผมรักที่สุด และเราก็อยากให้เขาในสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในแต่ละเรื่องอย่างที่บอกว่าเราสองคนไม่ใช่คนที่ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นว่าเราต้องหรูหราที่สุด เพราะเราไม่ได้จัดงานเพื่ออวดใคร แค่อยากจัดงานให้เป็นสิ่งที่เราสองคนต้องการ ผมอาจจะบอกตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ แต่จะบอกว่าไม่ได้แพงอย่างที่หลาย ๆ คนคิดครับ

มีกระแสว่าอวดรวยรู้สึกยังไงบ้าง ?

เคลลี่ : ผมไม่เคยอวดรวยนะครับ คืออยากเหมือนกัน แต่ไม่มีอะไรให้อวดครับ

จุดที่เหนื่อยที่สุดในงานแต่งงาน คือจุดไหน ?

เคลลี่ : การวางงานสำหรับผม จริง ๆ ไม่ได้เหนื่อยอะไรเลยนะครับ แต่เหนื่อยเรื่องของการคิด ในเรื่องของรายละเอียด เพราะผมเป็นคนที่ชอบดูแลคน ผมอยากให้งานออกมาเป็นงานที่สนุก ไม่ใช่งานที่ คนมาแล้วร่วมพิธีการต่าง ๆ แต่อยากให้มาแล้วสนุก แล้วอยากอยู่ต่อ After party ด้วย เพราะมันเป็นงานฉลองนะครับก็เลยอยากให้สนุกกัน แล้วกว่าผมจะมีงานแบบนี้ได้ ผมก็ต้องทำงานเก็บตังค์นานมากครับ

ในเรื่องของสินสอดทองหมั้นเป็นยังไงบ้าง ?

เคลลี่ : ก็ต้องบอกว่าผมก็โชคดีอีกนะครับ ที่ทางบ้านเขาไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย คือไม่ได้ขออะไรเลยจริง ๆ ครับ แต่ผมก็ต้องให้อยู่แล้วครับ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีผมก็ต้องให้น้องนายอยู่แล้วครับ เขาไม่ต้องขอหรอกผมก็ให้อยู่แล้ว

เห็นว่าแหวนแต่งงานใหญ่มาก ประมาณกี่กะรัต ?

เคลลี่ : อันนี้ 3 กะรัตครับ

ชีวิตหลังงานแต่งงาน ได้เป็นคู่ชีวิตกันแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง ?

เคลลี่ : คือตั้งแต่คืนแรกเลยนะครับ มีเพื่อนมาเยอะมาก อยู่ปาร์ตี้กันถึงเช้าครับ แล้วทุกคนก็ถามเรื่องทายาท หลังจากนั้นเราก็กลับไปที่บ้าน ก็ต้องบอกว่าแทบจะไม่ได้เจอหน้ากันเลยหลังจากตื่นมา เพราะเราต่างคนต่างก็ถ่ายละครกันอยู่ครับ

นาย : ก็เหมือนกลับไปที่บ้าน แล้วก็ยังใช้ชีวิตปกติกันอยู่ คือตื่นขึ้นมาตี 5 แล้วก็ต้องออกไปทำงาน แล้วพี่เคลลี่ก็ออกตามไปค่ะ

มีแพลนฮันนีมูนกันเมื่อไหร่ ?

เคลลี่ : คือยังไม่ได้วางแผนเรื่องฮันนีมูนกันเลยครับ แต่ว่าผมมีทริปที่จะต้องไปกับบริษัท คือไปที่อิตาลีกับสวิตเซอร์แลนด์พอดี ก็เลยจะถือเป็นพรีฮันนีมูนไปก่อน แต่ที่ที่คิดไว้คือน้องนายเขาอยากไปที่อเมริกา ก็อยากไปดูบ้านของเราที่เราเติบโตมา ไปดูการใช้ชีวิตของเราในตอนเด็กอะไรแบบนี้ครับ

แล้วพร้อมที่จะมีทายาทหรือยัง ?

เคลลี่ : ก็นี่ไงเพื่อน ๆ รอลุ้น พอมาส่งที่ห้องแล้วก็ไม่ยอมกลับกัน แล้วคืนนั้นผมก็หลับไปเลย

นาย : คืนนั้นตื่นมาแล้วเหมือนได้ลูกแฝดชาย-หญิงเลย เพราะว่ามีเพื่อนนอนอยู่หน้าห้องค่ะ (หัวเราะ)

ฝากอะไรถึงคนที่มาร่วมงานแต่งหน่อย ?

เคลลี่ : ผมก็ต้องกราบขอบพระคุณทุกคนนะครับ แขกผู้มีเกียรติ รวมไปถึงผู้ใหญ่ทุก ๆ คนด้วย ครอบครัวเรา เพื่อนฝูงเรา เพื่อนร่วมงานแล้วก็ทุกๆคนเลยนะครับ ที่มาแสดงความยินดีให้กับผมกับน้องนาย ในงานสำคัญของเราในคืนนั้น คือถ้าไม่มีพวกคุณงานวันนั้นก็คงไม่สนุกสนาน แล้วก็ประสบความสำเร็จ อย่างที่เราตั้งใจไว้ แล้วก็ต้องขอบคุณไปถึง wedding planner โรงแรม ตากล้อง และทีมงานทุกคนด้วยที่มาช่วยเรา ผมประทับใจมากผมถือว่าทุกคนที่มาคือหนึ่งในครอบครัวของผมนะครับ

แสดงความคิดเห็น