เคสดราม่าของ ปั้นจั่น อาจเป็นกรณีศึกของวงการบันเทิงในยุคที่โซเชียลมันเข้าถึงผู้คนได้มากมาย

กับดราม่าเรื่องของ “ปั้นจั่น” อาจจะเป็นจุดเริ่มให้ใครหลายๆคนในวงการบันเทิง คิดใหม่ทำใหม่กับการที่จะแสดงความคิดเห็นออกไป จนทำให้ผลงานที่ทำมาโดนผลกระทบไปด้วย

กลายเป็นอีกเรื่องดราม่าสะเทือนวงการบันเทิงแน่นอนกับเรื่องของ ‘ปั้นจั่น ปรมะ‘ นักแสดงหนุ่มชื่อดัง แสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อน หลังมีการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยหนุ่ม ‘ปั้นจั่น’ โพสต์ข้อความเดือดว่า “คสช. อยู่มา 4-5 ปี บอกสืบทอดอำนาจ ได้อยู่ต่ออีก 3 ปี ก็ยังบอกสืบทอดอำนาจ แล้วไอ้ที่สืบๆกันมาจนลูกจบนอก ขับรถซุปเปอร์คาร์นี่มันยังไง ตรูไม่เห็นจะมีนักการเมืองใช้ชีวิตธรรมดาสักคน ต้นทุนบางคนที่ได้มาพ่อแม่ก็เอามาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าบ่นมาก ทำมาหากินไป มีเยอะๆ ก็เอาไปช่วยคนอื่นละกัน ทำบุญเยอะๆ ไม่ใช่***แต่เหล้าปาร์ตี้มันทุกคืน”

หลังจากนั้นหนุ่มปั้นจั่น ก็โดนถล่มในโลกออนไลน์อย่างยับเยิน ‘ปั้นจั่น‘ เลือกที่จะเก็บตัวเงียบ ไม่ได้โพสต์วิจารณ์ใดๆ เพิ่มเติม ขณะที่ “ผู้จัดการส่วนตัว” เปิดเผยว่า “ขออนุญาตไม่กล่าวถึงประเด็นนี้อีกแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรอัพเดทเลย ซึ่งเบื้องต้นปั้นจั่นก็ยังไม่ได้มีแจ้งเรื่องการออกงานใดๆเลย ต้องขอโทษและขออนุญาตจริงๆที่ยังไม่ได้พูดอะไร”

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ “รัก 2 ปียินดีคืนเงิน” ที่หนุ่ม ‘ปั้นจั่น’ แสดงคู่กับสาว ‘เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา‘ หนุ่ม ‘ปั้นจั่น’ ได้พูดถึงความรู้สึกบนเวทีว่า “สวัสดีครับ ปั้นจั่นครับ ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ก่อนที่จะมีรอบพรีเมียร์ของหนัง ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นที่เกิดผลกระทบกับภาพยนตร์ ซึ่งเกิดจากตัวปั้นจั่นเอง ซึ่งผลกระทบมากหรือน้อยไม่รู้ แต่ต้องขอโทษทางค่ายหนัง ผู้กำกับเอสเธอร์ ขอโทษแฟนคลับของผมของเอสเธอร์และแฟนคลับภาพยนตร์ทุกคน”

“ที่จริงแบกมันไว้หลายวันและมีคนคอมเม้นต์รวมถึงไดเร็คมาถามว่าทำไมไม่ออกมาขอโทษ วันนี้ก็ขอคือตั้งใจอยากจะขอโทษนานแล้ว อยากแสดงความรู้สึก มาขอโทษวันนี้แล้วกัน ขอโทษที่ทำให้มีผลกระทบต่อหนัง ก็อยากให้ทุกคนเปิดใจ ให้โอกาสสำหรับคนทำงานภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ตั้งใจทำงานและสร้างความสุขให้กับทุกคน ขอบคุณครับ” ก่อนจะยกมือไหว้ ท่ามกลางเสียงปรบมือให้กำลังใจพระเอกหนุ่ม

แต่หลังหนังเข้าโรงฉาย กระแสดราม่ายังคงมีไม่หยุดหย่อน เมื่อเผยรายได้ภาพยนตร์ทำเงินประจำวันที่ 20 มิ.ย. ภาพยนตร์ที่เข้าฉายวันแรกอย่าง Toy Story 4 กวาดรายได้ไปถึง 4.77 ล้านบาท ขึ้นอันดับ 1 Box Office ขณะที่ภาพยนตร์ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน กวาดรายได้ไปเพียง 7 แสนกว่าบาทเท่านั้น (เป็นรายได้จากโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ ปริมณฑล และเชียงใหม่)

จนเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา  “วิรัตน์ เฮงคงดี” ผู้กำกับภาพยนตร์ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กระบายความรู้สึกว่า “ผมน่าจะเป็นคนโชคร้าย ที่โชคดีที่สุดชีวิต โชคดีมาตั้งเยอะ ตั้งแต่เกิดมาเป็นลูกเตี่ย ลูกแม่ ตั้งแต่ร่ำเรียนหนังสือ ตั้งแต่พี่น้องมิตรสหาย ตั้งแต่เจ้านาย ลูกน้อง ตั้งแต่คนรักคู่ครอง โชคดี ไม่รู้จะโชคดียังไง ชีวิต มันก็ต้องมีโชคร้ายบ้าง สวัสดี ความซวย แวะเวียนมาให้พอใจ แล้วจะไปไหนก็ไปนะ และต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจ จากเพื่อนฝูงพี่น้องที่พอทราบสถานการณ์ ก็รีบส่งกำลังใจ และแรงสนับสนุน มาทุกช่องทางมากๆนะครับผม บางคนบุกมาหาถึงตัวเลย เนี่ยขนาดโชคร้าย ยังโชคดีเลย”

จากเรื่องที่ผ่านมาก็ส่งผลให้เห็นแล้วว่าการที่ ปั้นจั่น ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แน่นอนว่าต้องมีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจ เมื่อคุณแสดงความคิดเห็นออกไป มันย่อมต้องมีการแสดงความเห็นตอบกลับมา ซึ่งคุณต้องยอมรับมันตรงนั้นให้ได้เช่นกัน เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะคิดต่างกัน แต่จุดที่ปั้นจั่นล้ำเส้นไป คือคำว่า “อย่าบ่นมาก ทำมาหากินไป” ทำไมคนเราจะไม่มีสิทธิพูดล่ะ คุณมีความสุข ไม่ใช่ว่าเราต้องเอ็นจอยด้วยนี่

นั่นทำให้ Feedback โต้กลับมาอย่างหนักทันที ยิ่งเรื่องการเมืองในไทยมันก็ร้อนอยู่แล้ว ส่งผลให้ปั้นจั่นกลายเป็นศัตรูของคนครึ่งประเทศ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ภาพยนตร์รัก 2 ปีกำลังจะเข้าฉาย ทำให้ผู้คนรู้ว่าวิธีที่จะตอบโต้ปั้นจั่นได้ดีที่สุดคืออะไร นั่นคือไม่สนับสนุนผลงานของดาราหนุ่มคนนี้นั่นเอง

 

ถ้าไม่มีกรณีปั้นจั่น เรื่องนี้น่าจะจบได้ที่ 30-40 ล้านจริงๆ หนังไทย ถ้าทำโปรดักชั่นดีเสียอย่าง คนก็พร้อมเสียเงินเพื่อเป็นกำลังใจให้ รัก 2 ปี คือตัวหนังอาจไม่ได้ทะลุ 200 ล้านอะไรขนาดนั้น แต่ก็มั่นใจได้ว่าเรื่องความรักกุ๊กกิ๊กแบบนี้ น่าจะมีคนเข้าโรงได้เรื่อยๆ ถ้าตัวหนังดี เดี๋ยวก็มีคนรีวิวมาเรื่อยๆ พอรีวิวเป็นบวก ก็นำมาสู่คนดูกลุ่มใหม่ๆ แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ยอดคนดูในสัปดาห์แรกย่อมต้องต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้การรีวิวน้อยลง การพูดถึงน้อยลง

เรื่องนี้ น่าจะเป็น Case Study ให้วงการบันเทิงได้เลยว่าในยุคที่โซเชียลเน็ตเวิร์กมันเข้าถึงทุกคนหมด การโพสต์อะไรสักอย่างมันมีผลจริงๆ ทางแก้ปัญหา อนาคตทีมงาน Casting แค่ดูเรื่องฝีมือว่าใครเหมาะกับบทอาจไม่พอแล้ว แต่ต้องดูลงลึกไปจนถึงทัศนคติกันเลย นอกจากนั้น อาจต้องมีการเซ็นสัญญา กับนักแสดงว่าก่อนหนังเข้าฉาย ห้ามพาดพิง ห้ามโพสต์ใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อภาพยนตร์

เพราะไม่ใช่ว่าสร้างปัญหาแล้วทุกอย่างจะจบโดยดี มันไม่ง่ายขนาดนั้น คุณไม่ได้โดนด่าคนเดียว แต่มันส่งผลกระทบต่อความตั้งใจของทุกคน ถ้าเราอุตส่าห์สร้างงานสักชิ้นขึ้นมา ใช้เวลาร่วมปี ในการพัฒนามันจนสามารถออกสู่ตลาดได้ แต่สุดท้ายกลับไปได้ไม่ไกล เพราะเจอเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้แบบนี้

แสดงความคิดเห็น