“ฟรอยด์” เปิดใจ”คดีมอมยา” ลั่นหน้าอย่างผมจะไปมอมยาใคร?

เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร
กดติดตาม “ทีวีพูล”
เพิ่มเพื่อน
ยังคงเป็นเรื่องร้อนบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่หญิงสาวนักศึกษาฝึกงาน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ลาดกระบัง อ้างว่า ฟรอยด์-ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์ นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ได้ยื่นขนมเยลลี่ให้ทาน จากนั้นจึงมีอาการเวียนหัวคลื่นไส้คล้ายถูกมอมยาต้องขอความช่วยเหลือจากโต๊ะข้างๆ และเข้าโรงพยาบาล เหตุเกิดวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่ฟรอยด์จะออกมาโต้ว่าไม่เคยมอมยาหรือวางยาใดๆทั้งสิ้น พร้อมเข้าพบตำรวจ สน.ลาดกระบัง ให้ปากคำเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมาอย่างเงียบๆ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ต่ล่าสุดหนุ่มฟรอยด์มาร่วมอีเว้นท์ในงานๆหนึ่ง หลังจบงานหนุ่มฟรอยด์ก็ได้ให้สัมภาษณ์พร้อมเคลียร์ถึงเรื่องนี้ว่า “เรื่องเจอกัญชาในตัวของน้องเขา อันนี้ผมไม่รู้ต้องไปให้ตำรวจที่เขาสอบสวนจัดการเอง มันอาจจะไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหนหรือเจือปนผมไม่รู้ อาหารบนโต๊ะก็ไม่มีกัญชาเจือปน อาหารที่สั่งก็ปกติทั่วไป ผมก็กินของผม เขาก็สั่งของเขาเอง อาหารก็มาจากทางร้านหมดเลย แต่ก็ไม่มีอะไรเพราะเป็นร้านที่เราก็กินประจำอยู่แล้ว จริงๆมันก็ไปได้หลายแบบอาจจะแพ้หรือนั่นนี่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าน้องเขาไปที่ไหนมาก่อน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น อย่างผมเองปกติก็มีขนมติดกระเป๋าอยู่แล้ว พวกลูกอม หมากฝรั่ง ขนมขบเคี้ยว พอเรากินข้าวเราก็อมกันปากเหม็นก็ปกติไม่มีอะไร แต่เยลลี่ไม่มีเลย(ยิ้ม)”
“นอกจากนี้ชื่อเสียงแล้ว ก็มีเรื่องผลประโยชน์ที่กระทบเพราะมันก็มีคอนแท็คบางอย่างที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ขององค์กร ค่ายโทรศัพท์ ค่ายใหญ่ๆ ก็ฝากสื่อด้วยผมออกมาแสดงความบริสุทธิ์ครับ ส่วนเรื่องที่น้องเขาพุ่งเป้ามาที่เรา เราไม่โกรธ แต่เราตกใจมากกว่าว่าเราไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง ซึ่งเราก็แค่บริสุทธิ์ใจเลยให้ความร่วมมือกับตำรวจ แต่ถ้าพี่ๆอยากรู้เรื่องราวอื่นๆ ต้องรบกวนให้พี่ๆไปสอบถามพี่ๆพนักงานสอบสวนเอง จริงๆผมค่อนข้างเป็นคนที่เซฟตัวเองเพราะผมก็อยู่วงการมานานกว่า 15 ปี และเราก็รู้สึกว่าเราไม่เคยมีเรื่องแปดเปื้อนเรื่องของยาหรือผู้หญิง คือหน้าอย่างผมจะไปมอมยา ผมตัวเองดีกว่าไหม ก็คิดซะว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้นในวงการดีกว่า ซึ่งคนที่รู้จักผมจริงๆก็จะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง ผมเป็นคนเฟรนด์ลี่และเวลาเจอใครผมก็อยากให้เขามีความสุขเวลาเจอเรา ถ้าทุกคนเชื่อในตัวผมก็คือเชื่อในตัวผม แต่คนที่ไม่เชื่อ ผมก็ห้ามความคิดเขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาคิด ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีและชอบให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นผมก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เราโตขึ้นและเอามาสอนเราแค่นั้นเองว่าต่อไปเราควรระวังตัวในการเจอคนแปลกหน้า ที่มาร่วมโต๊ะหรือเข้ามาในชีวิตเรา” “น้องชายคนนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อเลย เขาและเราก็ทำงาน ผมยุ่งมาก อย่างที่ผมเราไม่ได้สนิทกับเขาแบบโทรหากันทุกวัน แต่สนิทกันเพราะเป็นแก๊งจักรยานด้วยกันเพื่อนกัน ไม่อยากให้ไปพาดพิงถึงเขามาก ถามว่ามั่นใจไหมว่าน้องเราไม่ได้ทำ อันนี้ไม่รู้ถามเจ้าหน้าที่สอบสวนดีกว่า ผมฟันธงไม่ได้เพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมแค่ออกมาบอกว่าเป็นพยานและต่อไปเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ได้มีเรียกไปให้ปากคำอีกเพราะจบแล้ว”

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]