กทม. นำร่อง โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าแห่งแรก แก้ปัญหาขยะล้นเมือง

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเปิดโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของกรุงเทพฯ

เปิดอย่างเป็นทางการแล้วเตาเผาขนาด 500 ตันและผลิตไฟฟ้าได้ที่ 5 เมกกะวัตต์ต่อวัน หลังเริ่มเดินระบบการเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าไปแล้วตั้งแต่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้าน กทม.การันตีปลอดภัยแน่นอน กรองก๊าซพิษได้ 99.99% ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ระบุการเผาขยะของโรงไฟฟ้าไม่ส่งผลรบกวนใด ๆ เนื่องจากไม่เคยได้กลิ่นเหม็น หรือมีควันใด ๆ ออกมา แต่อยากให้ดูแลควบคุมคุณภาพเตาเผาให้มากที่สุด กลัวหากมีสารพิษหลุดรอดออกมาชาวบ้านอาจเป็นอันตรายได้เพราะสารพิษบางอย่างก็ไม่มีกลิ่นหรือมีควันให้เห็น

kon01150559p1

รายงานแมื่อเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นแบบโครงการกำจัดมูลฝอยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า กทม.ได้ลงนามสัญญจ้างให้ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการโดยก่อสร้างเป็นเตาเผาขนาด 500 ตันต่อวัน บนพื้นที่ภายในศูนย์จัดเก็บมูลฝอยหนองแขมซึ่งเป็นที่ดินของ กทม. โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างโรงงานและบริหารจัดการ งบประมาณทั้งสิ้น 2,124 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการได้ต่อเนื่อง 20 ปี รวมทั้งได้รับผลพลอยได้จากกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 5 เมกกะวัตต์ต่อวัน โดยโรงงานกำจัดขยะดังกล่าว จะใช้อุณหภูมิในการเผาขยะไม่ต่ำกว่า 850องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนจากการเผาจะกลายเป็นไอน้ำ ที่มีอุณหภูมิสูง และถูกป้อนสู่ชุดเครื่องกำเนินไฟฟ้า เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั้งนี้กทม.จะเป็นผู้จ่ายค่ากำจัดขยะ 970 บาทต่อตัน ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างโรงกำจัดขยะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 55 และได้เริ่มเดินระบบการเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งโรงงานกำจัดขยะดังกล่าว ถือเป็นโรงงานกำจัดขยะมูลฝอยทั่วไปด้วยระบบเตาเผาเป็นครั้งแรก ของกทม. จากที่ที่ผ่านมาได้มีการว่าจ้างเอกชนกำจัดโดยการนำไปฝังกลบมาโดยตลอด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า กรุงเทพฯต้องรับมือกับปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันกทม.สามารถจัดเก็บขยะได้ที่เฉลี่ยวันละ 9,900 -10,000 ตัน  ดังนั้นหากประชาชนยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการช่วยกันลดปริมาณขยะ ก็จะเกิดมลพิษต่อเมืองขึ้น ทั้งนี้วิธีการกำจัดขยะของกทม.ที่ผ่านมาเป็นการฝังกลบ ซึ่งพื้นที่ดินที่จะนำไปฝังกลบก็ไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งการฝังกลบยังเป็นปัญหากระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ดังนั้นการนำเทคโนโลยีการสร้างโรงงานเตาเผาขยะเพื่อมาแบ่งเบาวิธีการกำจัด ขยะแบบเดิมจึงเป็นส่วนในการช่วยกำจัดขยะที่ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม

ktm03

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวต่อว่า สำหรับเทคโนโลยีกำจัดขยะด้วยความร้อนสูงนั้นเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ใช้ในการ กำจัดขยะในหลายเมืองทั่วโลก โดยนอกจากกำจัดขยะแล้วยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย โดยในส่วนความกังวลของประชาชนในเรื่องของมลพิษจากการเผาขยะนั้น ยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม มีการตรวจวัดค่ามลพิษ ก๊าซต่างๆ ที่จะปล่อยออกมาจะต้องไม่เกินค่ามาตรฐาน และกทม.จะมีการกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งยังมีการรายงานผลการตรวจวัดมลพิษต่างๆไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรมในรูปแบบ เรียวไทม์เพื่อตรวจสอบควบคุมให้เป็นไปตามความเหมาะสมอีกด้วย ซึ่งระบบการจัดการโรงงาน จะใช้เทคโนโลนีขั้นสูงในการกรองมลพิษ ออกสู่บรรยากาศภายนอก โดยกรองได้กว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ จึงปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างแน่นอน อีกทั้งเพื่อเป็นการดูแลประชาชนโดยรอบ กทม.จัดดำเนินการจัดตั้งกองทุนโรงงานไฟฟ้าและมูลนิธิรักกันเราทำได้ เพื่อการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบ และเปิดศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจได้เยี่ยมชมโรงงาน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการกำจัดขยะต่อไปอีกด้วย   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยรอบพื้นที่โรงงานกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนอยู่อาศัย บางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบบ้านจัดสรร หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานดังกล่าวกว่า 3-4 กิโลเมตร จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการกำจัดขยะโดยการเผา โดยชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า การเผาขยะของกทม.ไม่ส่งผลรบกวนใดๆ เนื่องจากไม่เคยได้กลิ่นเหม็น หรือมีควันใดๆออกมา อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้กทม.ดูแลควบคุมคุณภาพเตาเผาให้มากที่สุด เพราะหากมีสารพิษหลุดรอดออกมา ชาวบ้านอาจเป็นอันตรายได้ เพราะสารพิษบางอย่างก็ไม่มีกลิ่น หรือมีควันให้เห็น

ที่มา – tcwwwijthai.com/

 

แสดงความคิดเห็น