“นุ๊ก สุทธิดา” ฝากข้อความถึง “ลูกชาย-สามี”

เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร
กดติดตาม “ทีวีพูล”
เพิ่มเพื่อน

นุ๊ก สุทธิดา เตรียมคำสั่งเสีย หากต้องจากไป เผยทำใจได้เร็ว ขอบคุณที่เป็นมะเร็ง นุ๊ก สุทธิดา เตรียมคำสั่งเสีย หากต้องจากไป / หลังจากที่ นุ๊ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านไอจี ประกาศขอหยุดการขายของอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ที่ลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองถึง 17 จุด ต่อมาได้โพสต์รูปเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ล่าสุดได้ออกมาเปิดใจให้กับ  พร้อมกับเล่าว่าได้สั่งเสียไว้เป็นที่เรียบร้อย รวมถึงพิธีการจัดงานศพด้วย

โดย นุ๊ก เล่าว่า “จริงๆมะเร็งไทรอยด์เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่น่ากลัวพอสมควร อย่างแรกเลยตรวจเลือดก็ไม่เจอ ผลเลือดไม่ขึ้นค่ามะเร็ง อย่างที่สองไม่มีอาการใดๆเลย ไม่มีอาการเจ็บปวย ปวดหัว ตัวร้อนไม่มีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะเจอได้คือการคลำแล้วเจอ พอเจอก็ต้องไปเจาะชิ้นเนื้อแล้วตรวจ”

ของนุ๊กคือเจอจากการคลำ “จริงๆเราก็เริ่มรู้สึกว่ามีก้อนๆ เสร็จแล้วเราก็ถามหมอโรคทั่วไป เขาบอกว่าอาจจะเป็นถุงน้ำ ยังไม่ต้องกังวลมากนะ แต่ถ้าว่างให้ไปตรวจเลยแล้วกัน พอเราไปตรวจก็ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ถึงสองใบเลยทีเดียว โดนไป 12 ล้านที่คอ (หัวเราะ)”

ที่ไปตรวจ ก็เพราะตรวจสุขภาพประจำปีใช่ไหม “ตอนแรกไปตรวจสุขภาพประจำปี พอครั้งที่สองเป็นช่วงโควิดพอดี ก็เลยไปอัลตร้าซาวด์ตรวจเฉพาะทางเลย แต่ในขณะเดียวกันวันนั้นก็ตรวจทั้งร่ายกายด้วยเหมือนกัน”

ที่ไปตรวจ ก็เพราะตรวจสุขภาพประจำปีใช่ไหม “ตอนแรกไปตรวจสุขภาพประจำปี พอครั้งที่สองเป็นช่วงโควิดพอดี ก็เลยไปอัลตร้าซาวด์ตรวจเฉพาะทางเลย แต่ในขณะเดียวกันวันนั้นก็ตรวจทั้งร่ายกายด้วยเหมือนกัน”

พอตรวจแล้วพบความผิดปกติยังไง “พอตรวจเฉพาะทางปุ๊บ ก็เจอก้อนเนื้อขึ้น ที่ดีไปกว่านั้นคือก้อนเนื้อนี้มีแคลเซียมไปเกาะบริเวณโดยรอบ ซึ่งอันนั้นมันคือการโชว์ว่าก้อนเนื้อไม่ปกติแล้ว”

ตอนที่หมอบอกว่าเป็นมะเร็งรู้สึกยังไง “ตอนนั้นคุณหมอไม่ได้บอกค่ะ แต่ว่าเราในฐานะของครูสอนการแสดง การแสดงของหมอนั้นไม่เนียนเลยค่ะ คุณหมอพยายามจะบอกเราว่า ผมไม่ทราบจริงๆครับ เดี๋ยวเราต้องเอาชิ้นเนื้อไปตรวจจริงๆ พอผลออกมาเราค่อยมาอ่านผลกันวันนั้น แต่วันนี้คุณสุทธิดาสบายใจได้นะครับ ว่าผลยังไม่ออก แต่คุณหมอไม่เนียน เรารู้ตั้งแต่สายตา ปฏิกริยาหลายอย่างว่าชัวร์แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ผลออกมาแล้ว”

ตอนนั้นใจเสียไหม “มนุษย์พอพูดคำว่ามะเร็งก็คือเท่ากับตาย ก็คิดอยู่ว่าฉันจะตายแล้วหรอ ก็มีคำถาม ถามตัวเองว่าฉันจะตายแล้วหรอ แล้วไม่ใช่คำถามเดียว เพราะมันคือการถูกล็อกเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง เราจะถามตัวเองอยู่ซ้ำๆ ใช่ไหมฉันถูกล็อตเตอรี่หรอ ก็ถามซ้ำว่าฉันจะตายใช่ไหม ฉันจะตายจริงๆใช่ไหม ก็เริ่มและอะไรที่เคยเป็นห่วง อะไรที่เรารักมันก็จะขึ้นมา แน่นอนลูกมาก่อนแล้ว ลูกๆๆๆ แล้วก็งาน ลูกค้า พรีเซ็นเตอร์ต่างๆจะหลุดไหม มันหลายอย่างนะ ครอบครัวจะไปต่อกันยังไง”

แต่ดูมีกำลังใจดี ไม่เหมือนคนป่วย “ตอนที่ทุกข์ทั้งหมดประดังเข้ามา คุณหมอยังตรวจอยู่นะ ยังไม่ให้ผลเราสักที เราก็เริ่มหยุดคิด สุทธิดาเธอต้องหยุดทุกอย่าง เราพรั่งพรู คนแพนิคค่ะ เราก็หยุดแล้วไล่มาว่ากลัวอะไร กลัวการพลัดพรากจากลาสิ่งที่เรารัก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ก็ไล่แล้วตอบทีละข้อ เป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเกิดนะ ถ้าวันนี้เราไม่ได้เป็นมะเร็ง เราอาจจะโดนรถชนตาย เราก็ต้องพลัดพรากจากของที่เรารักเป็นธรรมดา แล้วไม่มีใครกำหนดได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำใจ มันแก้อะไรไม่ได้ทุกคนต้องเจอ มาอย่างที่สองเรากลัวอะไร อย่างที่สามกลัวอะไร กลัวการตาย การตายจากมะเร็งน่าจะเป็นหนึ่งในตายที่สบายที่สุด เราจะตายโดยการมองไปรอบเตียงแล้วมีแต่คนที่รักเราและเรารัก คุณหมอก็น่าจะประมาณว่าฉีดยาให้เราค่อยๆผ่อนคลายแล้วก็หลับไป อย่างที่เขาบอกว่าจากไปอย่างสงบ ก็น่าจะเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าจะมีอะไรกังวลนะ เราก็มานั่งตอบทีละข้อๆอย่างนี้ค่ะ ก็เลยรู้สึกว่า อ้าว ดีหนิ ดีที่ได้เป็น”

พยายามคิดบวก “ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยศึกษาในหลายๆเรื่องศาสนา ก็เลยทำใจได้เร็ว ปรับตัวเร็ว สุดท้ายก็ตอบโจทย์ด้วยการที่เราเคยปฏิบัติอะไรก็แล้วแต่ ก็เลยตกใจ ช็อก เสียใจ และทำใจได้ตั้งแต่คุณหมอยังตรวจไม่จบ ระหว่างนั้นคุณหมอยังตรวจอยู่เลย อยากจะบอกคุณหมอคะ ข้ามขั้นตอนทุกอย่างเลย แล้วผ่าเลยได้ไหมคะ”

ตอนที่มาบอกครอบครัว “ที่บ้านไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ก็มานั่งนึกว่าเป็นความผิดของที่บ้านหรือเป็นความผิดของเรา เพราะเคยมีดาราหนุ่นท่านหนึ่ง ขับรถทับขา แล้วนุ๊กก็บอกว่าแบบนี้ โทษนะขับรถทับเท้าเรา แล้วเขาก็บอกว่าบ้า แล้วก็ออกรถไปจนตัวเราจมไปในเบาะใต้รถ ทุกคนก็ตกใจ ก็เลยสงสัยว่าเวลาเราบอกอะไรกับใคร เราอาจจะบอกแบบ เธอๆเราเป็นมะเร็งนะ กลับไปบอกสามีที่บ้าน ด้วยทาท่างไม่ได้ซีเรียส”

จนเป็นที่มาว่าสามีไม่เชื่อ จนทะเลาะกัน “ก็ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก ถ้าตัดไปในพาร์ตของสามี ที่นุ๊กเล่ามันเป็นพาร์ตของนุ๊กซึ่งอาจจะฟังดูตลกบ้าง ซีเรียสบ้าง แต่ถ้าในพาร์ตของเขา คือวันที่เล่าคนอาจจะเข้าใจผิดเพราะเราไม่ได้แตะพาร์ตของเขา แต่ถ้าเราขยายความพาร์ตของเขา เขาทำงานตลอด 2 ปีกว่าตลอดที่เราเปิดยิม แล้วเขาเป็นคนรักครอบครัวเขามาก เขาเคยบอกว่าอยากกลับบ้านทุกเดือนนะ ทุกเดือนก็ไม่ได้กลับ เพราะว่ายิมไม่ประสบความสำเร็จ และคนที่ทำให้สำเร็จ รอดพ้นจากวิกฤตทุกๆวันก็คือเขา เราไม่ได้ให้เขากลับ เขาก็รู้สึกว่าที่ไม่ได้กลับก็เพราะเธอ เธออาจจะไม่ชอบบ้านฉัน ก็แล้วแต่จินตนาการเขา เขาก็เก็บเรื่องนี้ในใจ แต่ก่อนที่เราจะไปบอกเขาเรื่องเป็นมะเร็ง 2 วัน เขามาบอกว่าเขาจะกลับบ้าน น้องจะแต่งงาน แล้วไม่กี่วันนังนี่ก็ไปบอกเขาว่าเป็นมะเร็ง ถ้าเราเป็นสามีก็คงคิดว่าจะเล่นใหญ่ไปถึงไหน คงคิดว่าหาเรื่องไม่อยากให้เขากลับ”

ตอนที่เขาไม่เชื่อ ทะเลาะกันไหม “ไม่ถึงกับทะเลาะกัน แต่เป็นเหมือนภัยเงียบ เหมือนมะเร็ง ต่างคนก็ต่างใช้ชีวิต เราก็เลี้ยงลูก แต่ก็รู้สึกแปลกๆ ทำไมดูเขางุ้งงิ้งจากที่รักๆกันดี งึดงัดยืนยันว่าฉันจะกลับ แล้วก็ดูไม่เป็นห่วงเราเลย แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังให้ใครเป็นห่วง ไม่ได้ให้ทุกคนมาแอ๊กติ้ง ก็ดีแล้วไม่ต้องมาเป็นห่วง แต่ก็มีงงว่าเป็นอะไรนะ บางทีมีคำพูดแปลกๆ จนวันที่เขาเห็นก้อนเนื้อหลุดออกมาจากร่างภรรยาเขา เขาก็คงมารู้ได้ว่าตอนที่เห็นรูป ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนถ่ายนะ ผู้จัดการกับ โก้ ธีรศักดิ์ เป็นคนถ่ายรูปเอาไว้ พอเขาเห็นเขาก็นิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วก็มาบอกเรา ไอเลิฟยูนะเนี่ย แล้วก็เปลี่ยนเรื่องกลับไปดีเหมือนแต่ก่อน ตอนที่เราต้องกลืนแร่ก็แกล้งถามว่าตกลงจะต้องกลับเมื่อไหร่ เขาก็บอกจะกลับได้ยังไงก็ต้องอยู่ดูลูกช่วยกัน เขาเข้าใจแล้วว่าภรรยาไม่ได้เป็นวัลเดอร์วูเมนต์ ต า ยได้เหมือนกัน”

วางแผนหลังจากสเต็ปนี้ยังไงบ้าง “เราก็พูดตั้งแต่รู้ตัวว่าเราจะป่วยต้องทำยังไง กลับเรื่องของลูก ก็สั่งเสียไว้ก่อนเลยว่าพี่น้องต้องอยู่ด้วยกันนะ อย่าให้อดัมไปไหน อดัมต้องอยู่ประเทศไทยต้องได้อยู่กับพี่กับน้องเขา แล้วก็เรื่องเรียนของลูก เพราะว่าแม่ก็ดูแล เหลือจากที่ต่างคนต่างเรียนจบแล้ว ค่อยมาว่ากันว่าจะเหลือแบ่งไหม แต่สุดท้ายต้องให้น้องคนสุดท้ายเรียนจบให้เสร็จสิ้นก่อน เรียกได้ว่าสั่งเสียไว้เรียบร้อยแล้ว”

สั่งเสียอะไรอีก “จริงๆสั่งเรื่องงานศพด้วยซ้ำ แต่คุณแม่เขาจะไม่ค่อยชอบฟัง เราก็รู้เราก็ขำๆ แต่เราชอบพูดเรื่องงานศพตั้งแต่เด็กแล้ว คือจะพูดแบบนี้ตั้งแต่เด็กแต่เขาจะไม่ค่อยชอบฟัง เราคิดว่าถ้าเราอยากได้อะไรเราต้องสั่งไว้สิ อะไรอย่างนี้และเราอยากได้จริงๆอยู่แล้ว ไม่ได้พูดเป็นพิธี หรือพูดสวยๆ เราอยากได้จากใจเรา เราก็ต้องบอก เช่นนุ๊กไมชอบให้มีงานอะไร ไม่ชอบคนเยอะอย่างนี้”

แล้วที่บอกว่าเป็นมะเร็งเหมือนเคาท์ดาวน์ชีวิต เอาจริงๆ กลับตายไหม “ไม่ได้คิดว่าคือเคาท์ดาวน์ชีวิต พอเราเป็นมะเร็ง เราเคยปฏิบัติธรรมก็จะพูดถึง เกิดแก่เจ็บตายอยู่แล้ว การพลัดดรากจากสิ่งที่เรารัก ทุกอย่างที่เราเคยปฏิบัติมาตอนที่เราเป็นพุทธ ก็ย้อนกลับมาส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลสิ่งที่มันเปลี่ยนจริงๆ ก็คือคำว่าขอบคุณ วันที่เรารู้สึกว่าขอบคุณจังเลย ที่ฉันได้เป็นมะเร็ง ที่ฉันได้เป็นโรคร้ายที่ยังไม่ถึงกับมาคร่าชีวิตฉันในเวลานี้ แต่มาเตือนสติฉันว่าคำขอบคุณที่เรารู้สึก คือคำขอบคุณมาจากหัวใจจริงๆ เราขอบคุณมันจริงๆนะที่มาเตือนเรา ที่ทำให้เราไม่ประมาทว่าชีวิตเราสามารถจะไปได้ทุกเมื่อ ต้องเตรียมพร้อม ชีวิตเราความสุขของชีวิตคืออะไร มันง่ายขึ้น ทำชีวิตง่ายขึ้น ทำใจง่ายขึ้น มันรู้ว่าเราจะทำอะไรต้องไป 1 2 3 4 ชัดเจนขึ้น”

มีสติมากขึ้น “ใช่” ตอนนี้หายสนิทหรือยัง “ถ้าศัพท์การแพทย์ก็ตอบแล้วว่า หายตั้งแต่ตัดออกไปแล้ว คุณหมอบอกแบบนี้ ตัดออกไปทั้งหมดเท่าที่จะตรวจเจอแล้ว ไม่มีชิ้นไหนที่ว่าตรวจเจอแล้วตัดออกไปไม่ได้ และก็เก็บส่วนต่างๆที่คาดว่าจะหลงเหลือ เก็บด้วยการกลืนแร่ไปอีกทีหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลอีก 6 เดือนเราจะมาเจอกันใหมในส่วนของมะเร็ง ในส่วนของไทรอยด์ก็ต้องรักษาแยกกันออกไป ส่วนของมะเร็งเราก็ต้องตรวจค่า อัลตร้าซาวน์ดูอีกทีหนึ่ง ว่ามีก้อนไหม เช็คเลือดว่ามีอีกไหม ถ้าไม่มีก็โชคดีไป ถ้ามีก็ถูกรางวัลที่หนึ่งอีก เป็นรอบที่สอง ก็ต้องกลืนแร่อีกรอบหนึ่ง”

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]