‘ปารีณา’ เตรียมขอใช้เอกสิทธิคุ้มครอง หลังถูกฟ้องคดีรุกป่า ยันแค่เลี้ยงไก่ ทำอาชีพสุจริต

เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร
กดติดตาม “ทีวีพูล”
เพิ่มเพื่อน

ล่าสุดทนายร้องขอความเป็นธรรมให้ตรวจสอบรายละเอียด เช่น ที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียง 100 แปลง และการขอให้สอบสวนผู้ถือครองที่เป็นของน.ส.ปารีณาโดยนางภัทรมน กล่าวว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเรื่องดังกล่าว ส่วนที่ บก.ปทส. ส่งอัยการให้ฟ้องคดี เป็นช่วงที่สภาผู้แทนราษฎร เปิดสมัยประชุมนั้น เบื้องต้นน.ส.ปารีณา จะขอใช้เอกสิทธิคุ้มครอง หาก บก.ปทส.​ หรือ อัยการจะดำเนินการ ต้องส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อส่งเรื่องมากยังประธานสภาฯ ให้สภาฯ มีมติจะส่งตัวให้ดำเนินคดีระหว่างสมัยประชุมหรือไม่

นางภัทรมน กล่าวอีกว่า คดีที่ บก.ปทส. สั่งฟ้องไปนั้น ทนายต่อสู้ทุกประเด็น เพราะคำกล่าวหาว่าบุกรุกป่านั้น ข้อเท็จจริง น.ส.ปารีณา เข้าถือครอง ปี 2545 ซึ่งเป็นเวลาที่พื้นที่ดังกล่าวนั้น ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ สปก. มาแล้วหลายปี อีกทั้งยังเป็นการใช้พื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม ทำฟาร์มไก่ โดยไม่มีการบุกรุก แผ้วถางป่าเพิ่มเติม ตามความหมายของคำว่าบุกรุกป่า อย่างไรก็ตามการสอบสวนเรื่องดังกล่าวใช้เวลาดำเนินการเพียงปีเศษ คือ แจ้งความปี 62 และส่งฟ้องปี 63 ทั้งที่กรณีของบุคคลอื่นต้องใช้เวลากว่า 10 ปี “ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ส.ส.ปารีณาที่ทำอาชีพสุจริต คือ เลี้ยงไก่ ไม่ใช่ตัดไม้ทำลายป่า หรือ ทำรีสอร์ทในพื้นที่ อีกทั้งผู้ถือครองที่ดินก่อนหน้านั้นทำเกษตรกรรม และส.ส.ปารีณาทำเกษตรกรรมต่อ อย่างไรก็ตามตำรวจแจ้งข้อกล่าวหานั้นไม่ได้ให้ความเป็นธรรม เพราะกรณีที่ที่ดิน สปก. ถูกถือครองเกินพื้นที่ โดยปกติจะฟ้องขอคืนเท่านั้น ไม่ใช่ดำเนินคดี ทั้งนี้การฟ้องคดีที่เกิดขึ้น ทนายต้องต่อสู้เพื่อให้มีความชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะเป็นผลเสียกับประชาชนทั้งประเทศที่ทำมาหากิน บนที่ดิน สปก. ในลักษณะเดียวกัน” ​นางภัทรมน กล่าว

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]