เชียร์ ฑิฆัมพร เผยสุดช็อค! ถ้ารู้จะไม่มีทางขึ้นชกเเน่ๆ

เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร
กดติดตาม “ทีวีพูล”
เพิ่มเพื่อน

สำหรับ เจี๊ยบ ลลนา สัตว์ประจำตัว “พะยูน” จากทีมขาว ที่ปะทะเดือดกับเพื่อนรัก เชียร์ ฑิฆัมพร  สัตว์ประจำตัว “กระต่ายป่า” จากทีมดำ จนเกิดเป็นมิติใหม่ของวงการบันเทิงไทยและวงการกีฬา

ซึ่งแค่เปิดยกเเรกทั้งคู่รัวหมัดใส่กันไม่ยั้ง หมัดเเลกหมัด ซึ่งทั้งคู่ทำได้ดีมาก เรียกเสียงเชียร์คนทั้งสตูได้อย่างคับคั่ง เรียกได้ว่าไม่ทำให้ผิดหวังเลยทีเดียว พอเข้าสู่ยกที่สอง เชียร์เดินหน้านำก่อน ปล่อยหมัดไม่ยั้ง เเต่ด้วยความอึดของหมอเจี๊ยบทำให้ปลายยกปล่อยหมัดใส่เชียร์ไม่หยุดเช่นกัน

จนมาถึงยกสุดท้าย ทั้งคู่เริ่มอ่อนแรง แต่ก็เเลกหมัดกันไม่แบบไม่มีใครยอมใคร เชียร์พยายามออกหมัดจนเข้าเป้าแทบจะทุกครั้ง ในขณะที่หมอเจี๊ยบมีความอึดเเละทน หลังเวลาในยกสุดท้ายหมดลง เชียร์ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณปาก มีรอยช้ำที่บริเวณจมูก เเละมีอาการเหนื่อย ก่อนที่ทีมงานจะนำตัวเชียร์ส่งโรงพยาบาล โดยผลการแข่งขัน คือ “เสมอกัน”

ในเวลาต่อมาดูเหมือนเรื่องราวจะไม่จบง่ายๆ เมื่อมีหลายคนตั้งข้อสงสัย หลัง นุ้ย สุจิรา โพสต์ภาพสวมกอด หมอเจี๊ยบ หลังจบการแข่งขันพร้อมแคปชั่นที่ระบุว่า “รูปแรกคือ เก่งมากน้องรัก รูปสองคือ เพิ่งรู้กระดูกซี่โครงหักตั้งแต่ซ้อมแต่กัดฟันขึ้นสู้ รูปสุดท้ายคือ #หมอเจี๊ยบเก่ง #เธอสู้สุดใจ”

ทำให้หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมหมอเจี๊ยบถึงต้องฝืนอาการบาดเจ็บเพื่อขึ้นชกในครั้งนี้ ทั้งที่ตัวเองได้รับอาการบาดเจ็บ และร่างกายไม่พร้อมที่จะขึ้นชก และทำไมก่อนขึ้นชก ถึงได้ตรวจร่างกายผ่าน ทั้งที่ผิดกฏกติกา รวมไปถึงทางรายการเองทำไมถึงปล่อยผ่านในเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งทาง นุ้ย สุจิรา ได้ตอบคอมเมนต์หนึ่งที่ถามว่า “ไม่มีอะไรดาม ฉีดยาชา”

จน หมอเจี๊ยบ ได้ออกมาชี้แจ้งประเด็นดังกล่าวจากกระแสดราม่าใช้ยาชาก่อนขึ้นชกมวย พร้อมข้อความร่ายยาวว่า “ก่อนอื่นเลยต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงนะคะ เจี๊ยบขอใช้พื้นที่นี้ในการอธิบายสิ่งที่ทุกคนสงสัยเกี่ยวกับประเด็นการใช้ยาชาก่อนขึ้นชกมวยตามนี้นะคะ

ช่วงดึกๆคืนวันก่อนแข่ง เจี๊ยบซ้อมชกท่าต่างๆที่จะใช้ในการแข่งขัน ปรากฎว่าเกิดอุบัติเหตุ ผิดท่าไป ทำให้เจี๊ยบร่วงลงไปกับพื้น หลังจากนั้นก็คือเจ็บมาก หายใจก็เจ็บ ขยับตัวทำอะไรก็เจ็บไปหมด ตามรูปที่น้ำตาไหลไปกินข้าวไป คิดว่าแย่แล้ว พรุ่งนี้เราคงขึ้นชกไม่ได้แน่ๆ ในหัวคิดแต่อะไรจะเกิดขึ้นบ้างถ้าเราชกไม่ได้กะทันหันแบบนี้ และได้แต่โกรธตัวเองว่ามาเจ็บอะไรตอนนี้ รายการจะทำยังไง คนที่รอดูคู่เราไม่ว่าจะทีมขาวหรือทีมดำต่างต้องผิดหวัง ตัวเจี๊ยบเองซ้อมมานานทั้งหมดเพื่อการแข่งขันวันพรุ่งนี้ คู่ชกเจี๊ยบก็ซ้อมมานานเค้าซ้อมมาเพื่อวันพรุ่งนี้แล้วเค้าจะชกกับใคร หรือถ้าให้รายการหาคนอื่นมาชกแทน ให้คู่อื่นเลื่อนขึ้นมาชกก่อนแทนคู่เจี๊ยบ เค้าก็อาจไม่ได้พร้อม ยังไม่ถึงวันของเค้า ในหัวเจี๊ยบคิดแต่ว่าจะทำยังไงได้บ้างให้สามารถขึ้นชกให้ได้ในวันพรุ่งนี้

เจี๊ยบจึงปรึกษาอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูก และเฉพาะทางด้านกายภาพ (อาจารย์เป็นคนที่รักษาอาการบาดเจ็บต่างๆระหว่างการฝึกซ้อม ของทั้งทีมขาวและทีมดำ) ผลอัลตราซาวด์พบว่าอาการบาดเจ็บมาจากรอยร้าวที่กระดูกซี่โครง ทางเดียวที่จะพอทำให้สามารถขึ้นชกได้คือฉีดยาชาที่บริเวณซี่โครงที่ร้าว เพื่อให้สามารถหายใจในสภาวะใกล้เคียงคนปกติ หายใจแล้วไม่เจ็บจนเกินไป ให้สามารถขึ้นไปชกได้  ให้สามารถถ่ายรายการลุล่วงไปได้

ด้วยความที่ตัวเจี๊ยบเองเป็นหมอ เจี๊ยบประเมินตัวเจี๊ยบเองและรับได้กับความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง เจี๊ยบตัดสินใจขึ้นชกในสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ หากเป็นคนทั่วไป หรือ นักชกคนอื่นๆ อาจต้องเลื่อนชกไปอีกเป็นเดือนๆจนกว่าซี่โครงที่ร้าวอยู่จะหายดีก่อน หรือ ถอนตัวไปเลย เพราะทุกคนย่อมอยากไปแข่งในแบบที่สภาพร่างกายที่ตัวเองสมบูรณ์ที่สุด ไม่มีใครอยากลงแข่งทั้งๆที่กระดูกซี่โครงตัวเองยังร้าวอยู่

โดยเจี๊ยบเองเป็นคนบอกกับพี่นุ้ย บอกกับเชียร์ และคนอื่นๆเรื่องกระดูกร้าวและการใช้ยาชาเอง ส่วนตัวเจี๊ยบทราบว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ผิด ไม่ใช่มีเจตนาโกง หรือถือเป็นการเอาเปรียบคู่ต่อสู้ หมอผู้รักษาอาการบาดเจ็บของนักกีฬามีจรรยาบรรณและศักศรีในการรักษาคนไข้ทุกคนอย่างเท่าเทียม และตัวเจี๊ยบเองไม่เคยอยากได้ชัยชนะถ้าต้องแลกมาด้วยการทำสิ่งที่ผิด หากเป็นสิ่งที่ผิดจริงเจี๊ยบคงเลือกที่จะไม่ทำ หรือหากทำคงเลือกที่จะไม่บอกใคร เพราะหากเจี๊ยบไม่บอกใครก็คงไม่มีใครรู้ด้วย (อ่านต่อในคอมเม้น)”

นอกจากนี้ หมอเจี๊ยบ ยังกล่าวอีกว่า “ข้อเท็จจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับยาชาคือ ยาชาสามารถช่วยออกฤทธิ์ลดทอนความเจ็บปวดได้ในบริเวณเฉพาะจุด เฉพาะที่ฉีดตรงซี่โครงซี่ที่ร้าวเท่านั้น เหมือนเวลาเราไปถอนฟันแล้วหมอฉีดยาชาตรงฟันที่จะถอน เราโดนหยิกขา ขาเราก็ยังเจ็บอยู่ดี ยาชาไม่สามารถออกฤทธิ์ไปทั่วร่างกาย ยาชาเพียงช่วยให้เจี๊ยบหายใจแล้วไม่เจ็บจี้ดๆ หายใจในสภาวะที่ใกล้เคียงกับคนปกติ หากระหว่างการแข่งเจี๊ยบโดนต่อยหน้า โดนต่อยท้อง หรือโดนต่อยตรงอื่นๆ ก็มีบาดแผล มีรอยช้ำ ยาชาไม่สามารถช่วยให้เจี๊ยบต่อยได้ดีขึ้น หลบหมัดได้ดีขึ้น หรือมีพละกำลังใดๆมากขึ้น และเจี๊ยบไม่สามารถฉีดยาชาทั่วร่างกายได้ เพราะไม่ใช่ใครที่ปวดแขน ก็สามารถมาฉีดยาชาที่แขน ในทางตรงกันข้าม หากฉีดยาชาที่แขนจะทำให้กล้ามเนื้อสูญเสียการควบคุมการทำงานให้ดีตามปติ ทำให้คำนวณแรงในการชกยากขึ้น ลำบากขึ้นกว่าเดิมอีก จึงไม่มีใครเค้าทำกัน
ยาชา(Lidocaine)จึงไม่ใช่สารต้องห้าม และไม่ผิดกฎ​กติกาสากล (ทั้งนี้เจี๊ยบได้แนบเอกสารอ้างอิงจากองค์กรสากล รายการยาต่างๆที่ใช้แล้วถือว่าผิดกฎ ซึ่งยาชาไม่มีอยู่ในลิสดังกล่าว) เพราะในความเป็นจริงแล้วตัวคนถูกฉีดยาชาเองเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบในการแข่งขัน
หลังการแข่งมวยเจี๊ยบดูยังแรงดีอยู่เพราะตอนที่ซ้อม เจี๊ยบฝึกซ้อมมาหนักกว่าบนเวทีจริงเยอะ บนเวทีชกแค่ 3 ยก เจี๊ยบซ้อมมา 6-8 ยก หน้าเจี๊ยบไม่มีรอยแผลจากการโดนชก เพราะหมัดส่วนใหญ่โดน Head guard ไม่ได้ปะทะจังๆเข้าที่หน้าเจี๊ยบ และหากหน้าเจี๊ยบถูกปะทะจากการโดนต่อย ยาชาที่กระดูกซี่โครงก็ไม่สามารถมีผลช่วย save เจี๊ยบจากรอยช้ำต่างๆ หรือ save เจี๊ยบจากการหน้าแหก ดั้งหัก หรือเลือดกำเดาไหลได้เลย
เจี๊ยบรับงานนี้มาและอยากรับผิดชอบงานตรงหน้านี้ให้จบ ให้สำเร็จ ลุล่วงไป ทีมงานทุกคนเหนื่อยกับการแข่งครั้งนี้มามาก ถามว่าคุ้มไหม ที่ซี่โครงร้าวอยู่ก่อนขึ้นชกแล้วผลสุดท้ายหลังชกเสร็จซี่โครงที่ร้าวอยู่หัก คือสำหรับเจี๊ยบชัยชนะหรือแพ้มันแค่คำตัดสินตามเกมกีฬา ผลจะออกมาเป็นยังไงเจี๊ยบรับได้หมด แต่ที่คุ้มค่าสำหรับเจี๊ยบ คือ เจี๊ยบได้พิสูจน์ตัวเจี๊ยบเอง พิสูจน์ใจเจี๊ยบเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่คิดว่าเราน่าจะทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ไม่ได้ หรือคนที่มองและตัดสินไปแล้วว่าเราไม่เก่งพอหรืออ่อนแอ คงสู้เค้าไม่ได้หรอก อยากทำให้เค้าประหลาดใจและรู้ว่าเราทำได้นะ เจี๊ยบทำได้นะ คุณเองก็ทำได้เหมือนกัน เจี๊ยบอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนดูว่า ‘อย่าดูถูกตัวเอง’ และ ‘อย่าเชื่อเวลาใครมาดูถูกความสามารถของเรา’ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเพศไหนขอแค่มีใจที่มุ่งมั่น และอดทนมากพอ คุณสามารถพิชิตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้เสมอ”

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]