“พี่ฉอด” ครับ เรื่องนี้ผมต้องเล่า เจอทุกวันก็ไม่ไหว!

เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร
กดติดตาม “ทีวีพูล”
เพิ่มเพื่อน

เรียกว่าตั้งแต่ รับบท คุณพ่อลูกหนึ่ง คิวงาน หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์  แน่นมาก ของพี่ฉอด เล่นกันมาทั้งแต่สามีสีทอง แล้วก็มา บังเกิดเกล้า สิ่งที่นึกถึง ศรราม แล้วต้องได้รับบทนี้คือ ผู้ชายนิสัยไม่ค่อยดี  ซึ่ง หนุ่ม ได้ตอบเรื่องนี้ว่า 
หนุ่ม ศรราม :ต้องเรียนพี่อ้อย กับ พี่อั๋น ให้ทราบนะครับ แต่ละเรื่องที่พี่ฉอด เลือกมาเช่น สามีสีทอง หรือ บังเกิดเกล้า มันไม่ได้เป็นละครที่สร้างใหม่เป็นละครที่เคยถูกสร้างมาแล้ว (แต่พอตีความออกมาให้เราเล่น) หลายคนคือเชื่อ ซึ่งในเรื่อง บังเกิดเกล้า ผมไม่ได้คิดอะไรเลยครับ คิดแค่ว่าแม่บอกอะไรผมเชื่อหมด

คอนเซ็ปต์มันคือ เลี้ยงลูกยังไง ได้อย่างนั้น?
หนุ่ม ศรราม : คือ แม่บอกอะไรดี ไม่ต้องมีการคิดกลั่นกรองเพิ่มเติมเลยครับเรื่องนี้

จริงๆแล้วเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว แต่อยากให้เรียกซามูไรพ่อลูกอ่อนมากกว่าเพราะอะไร?
หนุ่ม ศรราม : เพราะผมว่ามันน่ารัก ไดโกโร ครับเพราะว่าคือผมไม่อยากให้มองว่ามันเป็นเรื่องที่แบบต้องมีอุปสรรคเยอะ หรือ มีอะไรเครียดที่ต้องเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เพราะเราอยากให้มองว่าเป็นเรื่องสบายๆเป็นเรื่องที่ธรรมชาติของมนุษย์เกิดขึ้นได้

แล้วมันสบายจริงๆหรือเปล่า เพราะโดยปกติแล้วเราจะพบคำว่าคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเวลาที่ครอบครัวมีปัญหาเกิดขึ้นคนที่จะรับเลี้ยงดูลูกจะเป็นแม่โดยปกติทั่วไป ในฐานะที่เป็นคุณพ่อที่ต้องเลี้ยงดูมีความสบายๆหรือความยากลำบากอะไรบ้าง?
หนุ่ม ศรราม : ผมว่าถ้าเรามีลูกเป็นตัวตั้งทุกอย่างจะสบายหมดมันจะไม่เหนื่อยเลยเพราะเรามีวีจิเป็นตัวตั้ง อย่างเมื่อก่อนเราเป็นลูกใช่ไหมครับ ผมมีป๋ากับแม่ เราทำตัวเป็นลูกที่กตัญญูกับพ่อแม่เลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุดในวันที่เขาอยู่ วันหนึ่งป๋าจากไปแล้ว วีจิ มา ตอนนี้เราเอา วีจิ เป็นตัวตั้งพลังงานการขับเคลื่อนในตัวมันเต็มเหนี่ยวเลยครับ


เกิดความเข้าใจอะไรบ้างจากการที่เราไม่เคยมีลูกมาก่อนเลยแล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้างในจิตใจของเรา?
หนุ่ม ศรราม : เราก็จะระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ในเรื่องสุขภาพ เรื่องของความโลดโผน ทุกสิ่งอย่างคือลดลงหมดเลย หรือแม้กระทั่งวิธีการเล่นกับเขาก็ต้องเล่นแบบทะนุถนอมเบาๆมีความละเอียดมากขึ้น (ทุกวันนี้สิ่งที่เราทำในหน้าที่ของพ่อคือ) คือทำอาหารตอนแรกทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่พอหลังโควิดเราทำงานถ่ายละครเช้าดึกๆทุกวันเลยไม่ค่อยได้ทำอาหารสักเท่าไหร่ แต่เราก็ยังคงมีกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิมคือ ใส่บาตรกับลูกทุกเช้า ทานข้าวเช้ากับเขา หรือเล่นกับเขา แต่ถ้าวันไหนมีกองถ่ายสักหนึ่งซีนก็พาไปเที่ยวที่กอง
หนุ่ม ศรราม : ตอนนี้ก็ขวบกับอีกแปดเดือนแล้วครับ ตอนนี้เริ่มอ้อนแล้วครับ ก่อนที่เราจะออกจากบ้านเขาจะเรียกเรา ป๊าป๋า หรือไม่ก็เตรียมใส่รองเท้าจะนั่งรถไปด้วย

ซึ่งการที่เราเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือ ซามูไรพ่อลูกอ่อน คือการที่เราต้องเลี้ยงลูกคนเดียวเราต้องทำงานด้วย เลี้ยงเขาด้วย เราต้องศึกษา อ่านหนังสือ ดูวิธีการเลี้ยงเขาไหม แล้วกังวลในเรื่องการแบ่งเวลาไหม?
หนุ่ม ศรราม : คือต้องเรียนแบบนี้ก่อนนะครับ ก็คือที่บ้านว่าตั้งแต่ที่วีจิคลอดออกมาเราจะมีพี่เลี้ยงที่ดูแลเด็ก ดูแลวีจิอยู่แล้วซึ่งตอนนั้นเป็นคุณน้าครับ แล้วก็พอวีจิ เริ่มโต 1 ขวบเราก็เปลี่ยนจากคุณน้ามาเป็นพี่เลี้ยงที่มาจากแนสเซอรรี่ซึ่งมาจากแนสซอรี่ของเพื่อนผมที่เรียนเซนต์คาเบรียลด้วยกัน เขาก็จะสอนตามพัฒนาการที่ควรจะเป็น ทานข้าว อาบน้ำ รู้จักเรียง A B C หัดออกเสียง งีบหลับตอนกลางวัน คือ ทำให้เป็นชีวิตประจำวันของเขา ส่วนคุณแม่พออายุเริ่มเยอะขึ้นเราก็ได้พี่เลี้ยงมาช่วยดูแลอีกคน ก็ต้องบอกว่ามีกำลังเสริมที่คอยช่วยเหลือในขณะที่เราทำงานนอกบ้าน ซึ่งถามว่าเราห่วงกังวลที่เราต้องทำงานด้วยเลี้ยงลูกด้วยไหม ผมไม่นะครับเพราะเราเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานเพราะในตอนเด็กๆ ป๋า ผมไปถ่ายละครที่ต่างจังหวัดเป็นเดือนๆแล้วแม่คือ คนที่เลี้ยงเรามา ซึ่งมีวันหนึ่งที่พอเรารู้ว่า ป่า กลับมาจากที่ทำงานแล้วเขาจะมารับเราที่โรงเรียนเรายืนรออยู่ตรงสะพานลอยรอตั้งแต่สี่โมงถึงสองทุ่มเหลืออยู่คนเดียวก็เคยผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยรู้สึกว่าอะไรก็ได้ที่มันเป็นความรักความอบอุ่นที่เราสามารถที่จะเติมเต็มให้เขาเราจะทำ ให้มันดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ

เราจะเห็นความรักที่เคลื่อนตัวจนกระทั่งมาถึงตรงนี้ แน่นอนเรื่องหลายๆอย่างผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หลายคนได้เห็นจากข่าว ได้เห็นจากอะไรแล้ว แต่ไหนๆมานั่งอยู่ตรงนี้แล้วลองสรุปรวมสักนิดหนึ่งว่าคนที่มีครอบครัวที่อบอุ่นในวันนั้น จนกลายมาเป็น ซามูไรพ่อลูกอ่อน มันเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างทาง?
หนุ่ม ศรราม : ก็ต้องขออนุญาตเรียนแบบนี้ครับ ก็คือว่าปัญหาทุกปัญหาที่มันเกิดมันเป็นปัญหาที่ไม่เหมือนครอบครัวอื่น มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องคนที่สาม แต่มันเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยถูกต้อง แล้วมันเป็นปัญหาที่หนักแล้วมันไม่ได้รับการแก้ไขแล้วมันก็เป็นปัญหาเรื่อยๆตามมา ซึ่งผมเองก็พยายามที่จะประคับประคองให้มันดีที่สุดแล้ว แล้วพยายามจะแก้ไขปัญหาทุกๆครั้งอย่างดีที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะมี วีจิ เป็นตัวตั้งอะไรก็ตามที่มันต้องเกิดอันตรายต่อ วีจิ หรือมีผลกระทบต่อลูกนั่นคือสิ่งที่มันไม่ได้แล้วครับ

พอจะเล่าไทม์ไลน์เรื่องที่เกิดหรือการตัดสินใจที่เกิดขึ้นกับเราได้ไหม?
หนุ่ม ศรราม : ต้องเรียนแบบนี้นะครับ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นผมได้ทำหน้าที่ผมอย่างเต็มกำลังแล้ว แล้วก็ผมคิดว่าพอมาถึงวันนี้ปั๊บสิ่งต่างๆที่มันเกิดขึ้นอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีก็ได้แล้วเราก็เลยจะขออนุญาตไม่ไล่ไทม์ไลน์นะครับ


ซึ่งเราประคับประคองมาถึงที่สุดแล้ว จุดที่ทำให้รู้สึกว่าเราต้องตัดสินใจในรูปแบบนี้แล้วไม่ได้แล้ว ไม่มีใครอยากตัดสินใจให้ครอบครัวตัวเองต้องแยกย้ายหรอกจุดเปลี่ยนที่แรงที่สุดทำให้ต้องตัดสินใจแบบนี้คืออะไร?
หนุ่ม ศรราม : คือผมตัดสินใจตั้งแต่ครั้งแรกแล้วครับ (ตั้งแต่พบความผิดปกติ) เพราะผมเรียนไปแล้วว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันเป็นปัญหาที่ไม่ถูกต้องนะ ในเมื่อปัญหาที่ไม่ถูกต้องมันเกิดขึ้นสิ่งที่มันหมดไม่ใช่ (ความรัก) แต่มันหมดความไว้ใจ และในปัญหาที่เราพยายามประคับประคองแล้วแต่มันก็ยังมาเป็นระลอกๆ สิ่งที่ผมเรียนคือว่าถ้ามนุษย์เราอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว ครอบครัวมันควรจะมีความสุข ไม่ควรร้อน บ้านไม่ควรร้อน บ้านควรเป็นที่ที่อบอุ่นหรือเย็นๆเวลาที่เราเหนื่อยจากที่อื่นมาเวลาที่เราเข้าบ้านเราต้องรู้สึกสบาย

ถ้าถามว่าปัญหานี้ พี่หนุ่ม รู้มาก่อนแต่งงานไหม?
หนุ่ม ศรราม : ปัญหาที่ทำไม่ถูกต้องเนี้ย ไม่รู้ แต่รู้ว่ามีปัญหาอะไรเนี้ย รู้ แล้วก็แก้ไขให้มาโดยตลอด เพราะเราไม่รู้ต้นเหตุของมัน เรารู้แค่ปลายเหตุ

ถ้าพูดตรงๆรู้ว่ามีเรื่องเงินนิดๆหน่อยๆมากน้อย แต่ไม่รู้ว่าปัญหานี้มาจากสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร?
หนุ่ม ศราม : ใช่ครับ แต่คราวนี้มันก็จะเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ก็คือถ้าเกิด อั๋น พูดแบบนี้ก็จะอธิบายให้เข้าใจมากขึ้นเพราะว่า การสนทนาที่อยู่ในบ้านมันก็จะเป็นเรื่องปัญหานี้ มันจะไม่ใช่ว่าวันนี้จะพาลูกไปเที่ยวไหน วันนี้ป๋าเหนื่อยไหม มันก็จะถูกวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ อั๋น พูดเมื่อกี้ มันก็จะถูกวนเวียนอยู่แบบนั้น ซึ่งเราเองก็ไม่เขาใจ ณ วันนั้น เรารู้ว่ามีปัญหา และเราก็พยายามช่วยแก้ปัญหา แต่สิ่งหนึ่งที่เราอย่างหนึ่งในเรื่องของการสนทนาไม่มีเรื่องอื่นเลย มันมีผลกระทบต่อคนคนหนึ่งที่ต้องออกไปยิ้มหน้ากล้อง คือ เราต้องออกไปมอบความสุขให้กับทุกคน เพราะฉะนั้นพลังงานที่เราต้องได้รับ คือต้องเป็นพลังงานบวกนะ เพื่อที่เราออกไปปั๊บเราส่งให้คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสน แต่คือว่าพอเสียงไหนที่เป็นการสนทนาที่มันอยู่เฉพาะเรื่องนี้มันแน่นมากพอสมควรนะ ทุกวัน ทุกเวลา เป็นไปไม่ได้นะ ผมก็ต้องยอมรับว่าผมเป็นมนุษย์ปกติธรรมดา ถ้าผมไม่เติมพลังให้กับตัวเอง ผมก็ไม่สามารถที่จะไปเติมพลังให้กับคนอื่นได้ เราก็อ่อนแอเป็นเหมือนกัน แต่พอเราอ่อนแอเราก็จะหาทางทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองกลับมาเข้มแข็งให้เร็วที่สุดเราจะพูดเสมอว่าเวลาเริ่มชีวิตคู่ เรื่องเงินจริงๆแล้วมันมีความละเอียดอ่อน คู่ของหนุ่มเองมีการพูดคุยเรื่องนี้มาก่อนการแต่งงานไหม?
หนุ่ม ศรราม : ของหนุ่มคือ ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเลยครับ ในทุกๆครั้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนแต่งงาน อย่างที่เราบอกคือเราพยายามแก้ไข บอกให้ปรับปรุง ประคับประคองทุกสิ่งทุกอย่าง ณ วันนั้นนะครับ แต่พอเรามาคิดถึง วีจิ มันไม่โอเคสำหรับลูกแล้ว

เคยมีเหตุการณ์อันหนึ่งที่มันเกิดกับ หนุ่ม บังเอิญพี่ได้ดูตอนที่ หนุ่ม ไลฟ์อันหนึ่งเราจะเห็นชัดเลยว่าพยายามจะแก้ปัญหาจริงๆ หนุ่มจะพูดอะไรไม่รู้เต็มไปหมดเลยเราก็เป็นคนดูอยู่ซึ่งเราก็ไม่รู้อะไรเยอะนะ แต่สิ่งที่เขาพยายามพูดออกไปซึ่งไม่สามารถพูดออกมาตรงประเด็นได้ เพราะต้องปกป้องทุกสิ่งอย่างอยู่อันนั้นเห็นในความพยายาม ความยากลำบากเราก็ต้องยอมรับว่าเราเป็นคนของประชาชนอยู่ในความสนใจของทุกคน?
หนุ่ม ศรราม : แล้วอีกอย่างเหมือนที่ อั๋น บอกคือเราจับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะฉะนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปบอกที่มาที่ไปยังไงที่ต้นเหตุคืออะไร (ซี่งก็มีคนเข้าไปต่อว่าทำไมตอบไม่ตรงคำถาม) ก็อึดอัดบางส่วนนะครับ แต่อย่างที่บอกนะครับว่าเงินทองมันเป็นของนอกกาย คือ เสียเงินเสียทองเท่าไหร่ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเสียความรู้สึกไปแล้วมันเรียกกลับมายากแต่เมื่อกี้ถาม หนุ่ม หนุ่มบอกว่าตอนครั้งแรกที่มีปัญหาผมรู้สึกเลยว่าไม่เอาแล้ว แต่รู้มาว่าหลังจากนั้นก็ยังคงใช้ความพยายามอยู่ด้วยกันเป็นปี?
หนุ่ม ศรราม : ใช่ครับ เพราะผมไม่อยากให้ วีจิ ขาดคนใดคนหนึ่งไปในชีวิต ซึ่งตอนนั้นที่เรายังไม่เลิกเพราะเราไม่ได้แคร์เรื่องว่าเราคือศรรามอะไรมากมาย แคร์ลูกมากกว่าแล้วก็ ณ วันนั้นเรารอให้มีการแก้ไขปรับปรุงด้วยเพราะได้มีการพูดจากันแล้ว ซึ่งพอผ่านมาระยะเวลาหนึ่งมันก็ไม่ได้ถูกแก้ไขปรับปรุง แล้วเราก็ประคับประคองอย่างดีที่สุดแล้ว ที่ผมบอกว่าผมเสียความรู้สึก ความรู้สึกที่ผมบอกคือความไว้วางใจ เพราะหลังบ้านเราต้องแน่นหน้าบ้านมันถึงจะรบชนะ

และที่บอกว่าตัดสินใจตั้งแต่ครั้งแรก คือ หย่า เลย แต่ทำไมยังตัดสินใจใช้หนี้ให้อีก?
หนุ่ม ศรราม : เพราะอย่างที่บอกครับเพราะเรารอการแก้ไข และ ปรับปรุงเพราะเราก็ยังรักนะ เราก็ให้โอกาส (แต่มันไม่ใช่โอกาสที่มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้) เพราะมันเป็นเหมือนเดิมอยู่แล้ว ณ วันนั้นนะครับ เพราะมันยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเรารู้กันแค่ในครอบครัวเรา

ในเชิงกฎหมายมันจบไปตั้งแต่แรก แต่ความเป็นครอบครัวยังอยู่เดินหน้าต่อไปด้วยกันเรื่อยๆแล้ว ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้การเดินหน้าไปของสภาพนี้มันเปลี่ยนไปต่อไปได้?
หนุ่ม ศรราม : มันมีหลายเรื่องเลยนะครับที่เกิดขึ้น แล้วก็มาเป็นระลอกๆแล้วเราก็พยายามแก้ปัญหาทุกรอบ จนเราไม่รู้ว่าฟางเส้นสุดท้ายมันอยู่ตรงไหน เพราะเข้ามาหลายทาง และหลายลักษณะ

มีอะไรที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยมากจนถึงขั้นว่าไม่ได้แล้ว จนต้องหยุด?
หนุ่ม ศรราม : มีคนแปลกหน้ามาที่บ้านมาติดตามทวงถาม ซึ่งก็ไม่ได้มาแค่ครั้งเดี่ยว

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือมีเจ้าหนี้ที่แม้แต่เป็นเพื่อนของ พี่หนุ่ม เองด้วย แปลว่าเราไม่รู้ว่าไปติดต่อหยิบยืมยังไง แต่เพื่อนเรากลายเป็นเจ้าหนี้?
หนุ่ม ศรราม : ใช่ครับ ก็เหมือนว่าคนรู้จักฝั่งผมถูกไหมครับ แต่เรื่องการหยิบยืมมันเป็นเรื่องของการพึ่งพอใจเราต้องเรียนแบบนี้ก่อนถูกไหมครับ ใครพึ่งพอใจที่จะให้ใคร แต่เมื่อความสัมพันธ์ของเราสองคนถูกบอกให้สังคมรับรู้แล้วว่ามันยุติเพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เป็นคนใกล้ชิดของผมถ้ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงผมก็ต้องเป็นคนที่จัดการ เหมือนที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไปว่าผมก็ต้องเหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ เหมือนกับใช้หนี้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ต้องเก็บไว้ให้ วีจิ ในอนาคต อีกส่วนก็ต้องเอาไว้ดูแลแม่ครับ

ได้คิดเรื่องอื่นเลยครับ เพราะเดี๋ยวสองขวบครึ่งก็ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว

“พี่ฉอด” ครับ เรื่องนี้ผมต้องเล่า เจอทุกวันก็ไม่ไหว! “พี่ฉอด” ครับ เรื่องนี้ผมต้องเล่า เจอทุกวันก็ไม่ไหว! “พี่ฉอด” ครับ เรื่องนี้ผมต้องเล่า เจอทุกวันก็ไม่ไหว! “พี่ฉอด” ครับ เรื่องนี้ผมต้องเล่า เจอทุกวันก็ไม่ไหว!
[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]