“หมู พงษ์เทพ” กับชีวิตที่เฉียดตาย สารพัดโรคร้าย ไม่หายใจ นอน I.C.U

เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร
กดติดตาม “ทีวีพูล”
เพิ่มเพื่อน

รายการ “เจาะใจ” ที่ดำเนอนรายการโดย “ดู๋ สัญญา คุณากร” คว้าศิลปินระดับตำนานในวงการเพลงเพื่อชีวิต “หมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ” ที่โลดแล่นบนเส้นทางดนตรีมากว่า 37 ปี มาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาว และวินาทีเฉียดตายตลอด 67 ปี พร้อมแชร์บทเรียนชีวิต ทั้งป่วยหนัก ไม่มีงาน แต่สามารถผ่านมาได้อย่างไร

โดยเจ้าตัวเล่าว่า “ตอนประมาณปี 2562 เล่นดนตรีอยู่แล้วฟุบล้มลง ถูกหามเข้าโรงพยาบาล หมอบอกต้องผ่าตัดภายใน 1 เดือน เพราะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มันลุกลามไปขั้นสุดท้ายแล้ว ก็อึ้ง ๆ ไปเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องมีสติกับมัน ดูแลรักษาให้ดีที่สุด หลังจากผ่าตัดเสร็จต้องทำคีโมอีก 8 ครั้ง ผมได้คุยกับคนที่เป็นมะเร็ง ตอนทำครั้งแรกมันเจ็บปวดมาก ครั้งที่ 2 เกือบตาย หัวใจหยุดเต้นไป 2 วินาที หมอต้องรีบกระตุกขึ้นมาให้หายใจ ครั้งที่ 3 คิดเลยว่าจะทำต่อดีไหม จนไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็งลำไส้ ท่านบอกว่า แค่ 3 ครั้งก็พอ ถ้าเราผ่าตัดไปแล้ว และตรวจไม่เจอเชื้อ เพราะมะเร็งลำไส้ร้อยละ 98% มันจะไม่ลุกลาม นอกจากคนที่ร่างกายแย่ ผมก็เลยทำแค่ 3 ครั้งจบ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมมีคือ แฟนเพลงทั่วสารทิศที่เข้ามาในไลน์และเฟสบุ๊ก ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้าหมูอย่าตายนะ ยังฟังเพลงไม่ครบเลย..น้าหมูกลับมาร้องให้ครบทุกเพลงก่อนค่อยตาย ..”  โห..ผมมีตั้ง 200 กว่าเพลง ตอนนี้ร้องแค่ 60 เพลงเอง เออ..งั้นคงจะมีชีวิตรอด นั่นก็เป็นยาที่ดีที่สุด ที่ทำให้ผมยืนขึ้นมาได้”

“ล่าสุดประมาณปลายปีที่แล้ว ก็ป่วยหนักอีกครั้ง เป็นเส้นเลือดอุดตันชั่วคราว ร่างกายครึ่งขวาขยับไม่ได้เลย นอนห้องไอซียู 4 วัน ตอนเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ไปเล่นคอนเสิร์ต พอเลิกงานกลับมาที่พัก ร่างกายซีกขวาชาไปข้างหนึ่ง โชคดีที่ที่พักอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเลยไปหาหมอทัน พักรักษาตัวอยู่ 1 เดือน ก็ออกมาพักฟื้นที่บ้าน รักษาตัว ตอนนี้ร่างกายกลับมาประมาณ 90 % แล้ว”

“สำหรับผมถือว่าเป็นบทเรียนชีวิตที่ได้เรียนรู้นะ ตอนที่ป่วยก็ทำให้นึกถึงคำพูดของท่านดาไลลามะ ท่านบอกว่ามนุษย์เราก็แปลกนะ ทุ่มเททำงานทั้งชีวิต ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวป่วย ทำงานได้เงินมหาศาล ได้ทรัยพ์สิน ไม่เคยห่วงตัวเองเลย พอวันหนึ่งป่วย ก็ขายทรัพย์สินทุกอย่างที่หามาทั้งหมด เพื่อจะมารักษาตัวเอง แล้วก็กลับมาอยู่แบบนี้ เราก็นอนยิ้มนะ ว่าท่านเป็นผู้ตรัสรู้จริงๆ ผมก็เป็นอย่างที่ท่านบอก อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้ดี อย่ามัวแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ดูชีวิตผมไว้เป็นบทเรียน

ตอนนี้เป้าหมายของผม ก็ยังมีเรื่องงานเพลงที่ยังคงทำต่อไปเพราะผมบอกกับน้องๆ ในวงเสมอว่า นี่เป็นรถไฟขบวนสุดท้ายแล้ว ผมเป็นพนักงานขับรถ ที่จะไม่รอใคร ทุกคนต้องทำทุกอย่างเพื่อให้รถไฟขบวนนี้วิ่งไปให้ถึงปลายทาง เพราะมันเป็นขบวนสุดท้ายจริงๆ และตราบใดที่ยังพอจะวิ่งได้ ผมก็จะไม่เลิกลากรถไฟขบวนสุดท้ายนี้อย่างแน่นอน”

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]