ยันไม่ไกล่เกลี่ย คดีอดีตแฟนแฉ เผยผู้ชายเป็นเหยื่อได้ ท็อป ณฐกร ขอสู้ในชั้นศาล

เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร
กดติดตาม “ทีวีพูล”
เพิ่มเพื่อน

ยันไม่ไกล่เกลี่ย คดีอดีตแฟนแฉ เผยผู้ชายเป็นเหยื่อได้ ท็อป ณฐกร ขอสู้ในชั้นศาล

วันที่ 1 เม.ย. 2564 ที่ชั้น 5 พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ดาราหนุ่ม ท็อป ณฐกร ให้สัมภาษณ์ในงาน “OSCARS PARTY COLOURFOOL NIGHT” อัพเดตความคืบหน้ากรณีที่อดีตแฟนสาวเดินทางเข้าแจ้งความเอาผิดในข้อหาทำร้ายร่างกาย หลังออกมาแฉพฤติกรรมว่าโดนฝ่ายชายหลอกคบมา 2 ปีทั้งที่มีครอบครัวอยู่แล้ว

โดย ท็อป กล่าวว่า “ตอนนี้จริงๆ แล้วมันเป็นขั้นตอนของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ผมก็ต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ของตัวเองในชั้นศาล ไม่ได้มีการไกล่เกลี่ยใดใด ตอนนี้ไม่ได้มีการเข้าไปพบตำรวจแล้วเพราะว่าผมเองก็ทำตามที่ตำรวจบอกคือไปปั๊มลายนิ้วมือและส่งฟ้องศาลตามระเบียบของทางกระบวนการ คาดว่าเรื่องน่าจะถึงศาลในเร็วๆ นี้ ในส่วนที่ทางเขาแจ้งข้อหา เท่าที่ทราบผมบอกได้แค่ว่าที่เราไปเซ็นรับทราบคือข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนนี้ก็ต้องสู้กันในชั้นศาล”

เห็นทางทนายของอีกฝ่ายบอกว่าทางเรามีการกักขังหน่วงเหนี่ยวฝ่ายหญิงไว้ในบ้านด้วย? “อันนี้ไม่ทราบเลยแต่ว่าก็อาจจะเป็นไปได้ที่เขามีสิทธิ์ที่จะแจ้งความเพิ่ม เพราะว่าทางผมก็ได้แจ้งรักษาสิทธิ์ของตัวเองในคดีหมิ่นประมาทก่อนหน้านี้ไปแล้ว”

ยังมีโอกาสที่จะไกล่เกลี่ยกันอยู่ไหม? “ต้องเข้าใจก่อนว่าการไกล่เกลี่ยคือผมไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดคือผมต้องการให้ทุกคนรู้ว่าผู้ชายก็เป็นเหยื่อได้ แล้วผมต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ฉะนั้นคงไม่มีการไกล่เกลี่ย ผมเองไม่ได้เซ็นรับทราบข้อกล่าวหา แต่เซ็นเพื่อรับรู้ว่าเขาแจ้งความว่ายังไงมากกว่า”

ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์อย่างที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างอย่างแน่นอน? “ไม่มีครับ”

ในส่วนที่เราแจ้งความในคดีหมิ่นประมาทจากการให้สัมภาษณ์ของเขาหรือว่าอย่างไร? “ไม่ใช่ครับ มันมีก่อนหน้านั้นอีก มีเรื่องราวบางอย่างที่ผมไม่สามารถพูดกับพี่ๆ ได้เพราะว่ามันจะเป็นผลต่อรูปคดี จริงๆ ผมแจ้งความเขาก่อนนะแต่ด้วยความที่ตอนนั้นคือคนที่มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน ผมก็แค่แจ้งความเพื่อรักษาสิทธิ์เพราะผมก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ พอแจ้งความปุ๊บผมก็บอกให้ตำรวจระงับไว้เพราะผมก็ไม่ได้อยากจะทำร้ายเขา แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือเขาให้สัมภาษณ์ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการทำร้ายร่างกายเลย เขาไปสัมภาษณ์เรื่องบนเตียงหรืออะไรก็ตามที่เป็นการทำลายชีวิตผมมากกว่า ผมก็เลยรู้สึกว่าผมต้องรักษาสิทธิ์ของผมแล้ว เพราะว่าถ้าคนที่มีความรู้สึกดีๆ ให้กันคงจะไม่ทำแบบนั้น”

เห็นว่าวันนี้(1เม.ย.)ต้องมีเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก? “อันนี้ผมไม่ได้ทราบเลย ผมไม่เคยได้รับการติดต่อจากทนายของฝั่งนู้นเลย ทุกอย่างเป็นเรื่องของทนายฝั่งผมครับ เพราะว่าเอาจริงๆ แล้วผมโฟกัสแค่ต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์คดีทำร้ายร่างกายว่าผมไม่ได้ทำ พี่ๆ คงเห็นผมมาตั้งแต่เด็กแล้วผมก็ไม่ได้เคยมีปัญหาในเรื่องพวกนี้ อีกอย่างคือท็อปเล่นแอ๊กชั่นตลอดเป็นนักกีฬาทีมชาติตั้งแต่เด็ก ท็อปว่าสิ่งที่เขากล่าวหาผมถ้าผมทำจริงๆ มันคงไม่ได้เป็นตามบาดแผลที่เกิดขึ้นแน่ๆ”

กลัวว่าทางฝั่งนั้นจะมีหลักฐานอะไรมายืนยันเอาผิดเราได้ไหม? “ไม่กลัวเลยครับ ผมไม่ได้ถาม แล้วต้องบอกพี่ๆ อย่างนี้ก่อนว่าจริงๆ แล้วผมเป็นคนไปติดต่อพนักงานโรงแรมมาให้ตำรวจเอง เพราะว่าผมรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น จริงๆ แล้วมันต้องควรเป็นเขาที่ติดต่อพนักงานโรงแรมแต่วันนั้นผมเป็นคนไปเพื่อหาเบอร์โทรศัพท์หาชื่อแล้วเอาไปให้ตำรวจเองด้วยซ้ำ”

 

ก่อนหน้านี้เหมือนว่าจะต้องมีนัดไกล่เกลี่ยกัน แต่ทางเราไม่ยอมไป เรื่องราวเป็นยังไง? “จริงๆ ต้องบอกว่าไม่มีการนัดกับผมนะ เขาทำของเขาเอง เขานัดของเขาเอง ซึ่งตำรวจรู้อยู่แล้วว่าฝั่งผมไม่ยินดีจะไกล่เกลี่ยแล้ว เพราะเขาเป็นคนพูดเองเสมอกับพี่ๆ นักข่าวว่าเขาก็ไม่ยินดีจะไกล่เกลี่ย แล้วถ้าเขาไม่ยินดีจะไกล่เกลี่ยผมก็เลยทำตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมคือผมก็พร้อมที่จะสู้ คือผมต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ใช่การพิมพ์ลายนิ้วมืออาจจะเป็นอย่างที่ทนายเจมส์พูดว่าอาจจะเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงหรืออะไรก็ตาม แต่ผมบอกเลยว่าถ้าเราไม่ได้ทำ เราเป็นลูกผู้ชาย เรามั่นใจผมก็สู้สุดป้ายครับ แต่วันนั้นก่อนหน้าหนึ่งวันผมก็ได้เข้าไปพบกับตำรวจเพื่อเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาและปั๊มลายนิ้วมือตามขั้นตอนแค่นั้นเลย ทางตำรวจก็ไม่ได้แจ้งอะไรผมเพิ่มเติม เพราะทางเรานัดกับทางตำรวจเองด้วยซ้ำว่าสะดวกวันนี้ แล้ววันที่ 23 มี.ค.64 ผมติดถ่ายละคร”

มั่นใจว่าเราจะชนะในคดีนี้ไหม? “ผมมั่นใจเพราะผมไม่ได้ทำ หลักฐานผมไม่ได้มีนะ แต่ว่าต้องขอบคุณทุกคนที่ส่งหลักฐานเข้ามาให้ ส่วนว่าหลังจากนี้ศาลตัดสินว่ายังไงก็ตามนั้นเลยครับ ผมยินดีเลย”

สภาพจิตใจของเราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง? “ผมต้องขอบคุณพี่หน่อง(อรุโณชา)มากๆ ที่ดูแลและบอกผมเสมอว่าไม่เป็นไร ตั้งใจทำงาน แล้วก็คุณแพร อดีตภรรยาผมซึ่งตอนนี้เป็นเพื่อนรักกัน แล้วผมก็ต้องบอกพี่ๆ ทุกคนว่าตอนนี้ผมรู้แล้วว่าใครเป็นคนที่ทำให้ผมดีขึ้นและอยู่ข้างๆ ผมในเวลาที่ผมแย่ที่สุด เขาคอยอยู่ข้างๆ และคอยช่วยเรื่องคดีความ แล้วก็ช่วยกันเลี้ยงลูก”

เหตุการณ์นี้กระทบกับชื่อเสียงและงานของเรามากน้อยแค่ไหน? “กระทบชื่อเสียงมั้ย กระทบชื่อเสียงอยู่แล้วครับ ผมทำงานมาไม่เคยมีข่าวเสีย ส่วนที่ถามว่ากระทบกับงานมั้ย มีบ้าง ผู้ใหญ่บางท่านที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานก็มีการถอนละครก่อน 1 เรื่อง แต่ก็ได้คุยกันว่าไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์มา ซึ่งผมยินดีมากๆ เลยที่ท่านให้โอกาสผมไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แล้วเดี๋ยวเราค่อยกลับมาเล่นด้วยกัน”

จากข่าวนี้กลัวว่าจะทำให้คนติดภาพลักษณ์เราไปในทางใช้ความรุนแรงไหม? “เอาจริงๆ ภาพลักษณ์ผมติดแอ๊กชั่นมา 13 ปี 100% โดยที่ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่แย่ เพราะการที่ผมเข้ามามีงานในวงการนี้ได้คือมาจากนักกีฬาทีมชาติ ผมก็มาในรูปแบบของการเป็นนักกีฬาต่อสู้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ผิดถ้าใครจะมองว่าผมเป็นแอ๊กชั่นสตาร์ แต่ต้องมองกันนิดหนึ่งว่าคนที่เล่นกีฬาต่อสู้ทุกคนไม่ใช่คนที่ใช้ความรุนแรง เพราะการที่เล่นกีฬาต่อสู้ได้คุณต้องมีสมอง มีทักษะ มีการฝึกซ้อม มีวินัย นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับนักกีฬาทั่วไป ไม่ใช่แค่ว่าคุณเสพติดความรุนแรงแล้วจะเป็นนักกีฬาทีมชาติได้”

อยากฝากบอกอะไรถึงคู่กรณีไหม? “มันคงไม่มีอะไรที่ผมต้องบอกเขา ผมเคยพูดไปหมดแล้วความห่วงใยอะไรทุกอย่างผมก็มีให้ในขณะที่เราคบกันเต็มที่ ผมเป็นคนที่ทำทุกอย่างก็ทำเต็มที่ แต่ในเวลาที่มันมีบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งผมก็ไม่สามารถพูดได้ ผมก็ไม่ใช่คนที่ยอมคนเหมือนกัน เพราะผมรู้สึกว่าความบริสุทธิ์ที่ผมมี ผมต้องพิสูจน์มันให้ได้ แล้วก็ชื่อเสียงที่ผมสร้างมาถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่ใช่คนดังอะไรมากมาย แต่ผมก็มีลูกศิษย์เยอะมาก มีพี่มีน้องมีเพื่อนที่รักผมคอยให้กำลังใจตลอดเวลา ผมเลยรู้สึกว่าผมต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตรงนี้เพื่อคนเหล่านั้นผมคงต้องมองไปข้างหน้าสำหรับคนที่รักและแคร์ผมมากกว่า”

 

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]