เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

กรณีช่อง 3 ต้องพึ่งพระสยามเทวาธิราช

     ผมต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ต้นฉบับนี้เขียนเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2557..ช่อง 3 กำลังใช้วาทะทางกฎหมายแบบ “คิดต่าง…อย่างไม่เข้าใจ” คือ เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่กสทช. พูด แต่จะไม่ปฏิบัติตาม เพราะตั้งใจจะยื้อเรื่องให้นานที่สุด..จะนานกี่วัน รายได้จากอนาล็อกก็จะมากเท่านั้น ไม่ใช่ยื้อว่าจะไม่ทำตาม ที่สุดก็ต้องทำตามที่กสทช. บอกเพราะนี่คือ “กฎหมายองค์กรอิสระ” ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้

     ช่อง 3 รู้ดีว่าการปฏิรูปสื่อที่รัฐธรรมนูญกำหนดนั้นมาจากการไม่เป็นธรรมของระบบสัมปทานสื่อ 2 เจ้า คือ ช่อง 7–ช่อง 3 รัฐเสียเปรียบทุกประตู จ่ายให้รัฐปีละไม่กี่บาท แต่สถานีรับปีละหลายหมื่นล้านบาท
     การต่อสัญญาสัมปทานก็เป็นอำนาจของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลองค์กรสื่อ ซึ่งก็ขัดใจใครต่อใครหลายๆ คน แต่ทำได้แค่บ่น อย่าง “มาลีนนท์” ประมูลช่อง 3 จากอสมทได้ แถมวิทยุ 105.0 ฟรีๆ อีกหนึ่งคลื่น ปัจจุบันเวอร์จิ้นฮิตบริหารมีรายได้ปีละ 200 กว่าล้าน แค่รายได้จากของแถมพอที่จะจ่ายค่าสัมปทานให้ อสมทแล้ว

     คนช่อง 3 คน “มาลีนนท์” ฝ่ายกฎหมาย BEC (ช่อง 3) ก็รู้ดีว่าเป็นสัญญาที่เอาเปรียบรัฐ อย่างการต่อสัญญาครั้งแรก (สัญญาสัมปทาน 10 ปี) ก็ไม่เปิดเสรีให้บริษัทต่างๆ ลงประมูลแข่ง แต่ต่อสัญญาโดยรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง จนอายุสัมปทานยาวเกือบ 50 ปี

     ในใจของ “มาลีนนท์” ย่อมรู้ดีว่า “สัมปทานสื่อ” ที่เขาครอบครองอยู่นั้นมันยิ่งกว่ามีโรงพิมพ์พิมพ์ธนบัตรซะอีก เงินงอกวันละหลายล้าน

     ถามว่าพอหรือยัง…หรือตั้งเป้าจะเป็นตระกูลรวยอันดับ 1 แซงตระกูล “จิราธิวัฒน์” ที่มีเงิน 413,956 ล้านบาท ซึ่งก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ ถ้ามีทีวี 4 ช่องอย่างที่กำลังยื้ออยู่ขณะนี้ หรือตั้งเป้าจะเอาชนะ “กฤต รัตนรักษ์” เจ้าของช่อง 7 สี ที่รวยเป็นอันดับ 5 ของประเทศ มูลค่าสินทรัพย์ที่มี 166,234 ล้านบาท

     จุดแตกต่างของ 2 ตระกูลที่รับโควต้าสัมปทาน คือช่อง 7 บอกว่า พอแล้วกับที่กินเกือบ 50 ปี กับสัมปทานรัฐ…เพราะ 7 สีเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่บอกว่าคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของชาติ ต้องนำมาจัดสรรแข่งขันกันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม…กสทช.คือองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เข้ามาควบคุมเรื่องการประมูลสื่อ

     หัวใจของการร่างรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และ 2550 รัฐถูกเอาเปรียบจาก 2 สัมปทานสื่อที่ผูกขาดประเทศไทย มอมเมา ครอบงำประชาชนจนเรื้อรัง ชีวิตชาวบ้านไม่เคยมีสิทธิ์เลือกบริโภคสื่ออย่างที่เขาต้องการได้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายาวนาน ก่อนข่าวหลังข่าว ทีวี 2 ช่องยัดอะไรให้ก็ต้องรับ

     กสทช.แค่อยากจะบอกว่า เสวยสุขบนทรัพยากรของรัฐมาเนิ่นนาน รัฐธรรมนูญก็ตราแล้ว กฎหมายลูกกำหนดองค์กรอิสระให้มาเป็นกรรมการกลาง หรือ กสทช.ก็ไม่เชื่อฟังเขา จะแถไปโดยอ้างการตีความทางกฎหมาย ก็รู้ๆ อยู่แล้วว่า  กฎหมายทุกมาตรามีช่องว่างเสมอให้กับคนไม่ยอมรับ จะเถียงยังไงก็เถียงได้ จะฟ้องแย้งในสิ่งที่ไม่พอใจก็ทำได้ เพราะตัวหนังสือมันดิ้นได้
     ถามว่า…เบื้องลึกรัฐธรรมนูญที่ต้องตรามาตราขึ้นมาเพราะต้องการล้าง
สัมปทาน การปฏิรูปสื่อไม่ได้ปฏิรูปสื่อหนังสือพิมพ์ แต่ต้องการปฏิรูปทีวี 2 ช่อง ที่เป็นคลื่นความถี่ของรัฐที่ถูกครองอยู่

     ตลอดเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา ประชาชนอึดอัดกับการผูกขาดสัมปทานแค่ไหน เห็นได้จากการเปิดช่องทีวีดาวเทียม เปิดเคเบิ้ลทีวี 70% ในประเทศติดจานดาวเทียม เป็นสมาชิกเคเบิ้ลทีวี เพื่อจะหาทางเลือกให้กับตัวเองบ้าง ไม่ยอมให้ 2 ช่องสัมปทานมามอมเมา…

     ปรากฏการณ์เคเบิ้ลทีวี-ทีวีดาวเทียม หรือแม้กระทั่ง
การประมูลทีวีดิจิตอลที่เป็นอยู่ก็ต้องการสร้างทางเลือกให้กับ
ประชาชน ทุกสถานีมั่นใจว่าทำรายได้ให้ดีได้ ถ้ามีโอกาสได้ทำ ไม่ใช่แค่ 2 ช่องสัมปทานที่ครองใจคนดูได้ “รูปแบบการยัดเยียดทางสื่อ” ถึงเวลาที่ 2 เจ้าที่ว่าต้องปฏิรูปใจตัวเองเช่นกัน “หัวใจนักธุรกิจปี 2513” กับ “หัวใจนักธุรกิจ ปี 2557” ย่อมแตกต่างกัน

     คิดถึงส่วนรวมบ้างหรือไม่ สงสารคนที่ร่างรัฐธรรมนูญบ้างหรือเปล่า รวยแล้วแบบเจ้าของสัมปทานอีกเจ้าได้มั้ย เคารพกติกา ให้เกียรติองค์กรอิสระ อย่าแถข้างๆ คูๆ เลย ประเทศกำลังก้าวเดิน AEC กำลังก้าวมา พวกเราทุกคนกำลังกล่าว “We Are Asean” พวกเราทั้งภูมิภาคอาเซียนต้องใช้สื่อร่วม

     คิดกันง่ายๆ ตามกฎหมายปฏิรูปสื่อที่กสทช. ใช้อยู่คือ ถ้าช่อง 3 อยากให้รายการขายโฆษณาได้ชั่วโมงละ 12 นาทีดังเดิม ในกล่องดาวเทียมที่มีลูกค้าอยู่ 80% นั้น ต้องออกเป็นคู่ขนานกันไประหว่างดิจิตอลกับอนาล็อก ซึ่งกฎหมายปฏิรูปก็บอกแล้วว่าทีวีอนาล็อกสิ้นสุดการเป็นทีวีแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ดิจิตอลออกอากาศ

     ส่วนสัญญาสัมปทานที่เหลืออีก 5 ปี คือในปี 2563 คุณก็ออกอากาศไป บอกแฟนช่อง 3 ให้ซื้อหนวดกุ้ง-ก้างปลามาติดเอง เหมือนเมื่อปี 2513 ที่คุณเคยทำไม่มีใครว่า คำว่า “จอดำ” จะไม่เกิดขึ้นกับสัมปทานคุณ

     ส่วนเคเบิ้ล-ดาวเทียม ถ้าเขาสอยสัญญาณช่อง 3 ลงจอเหมือนเมื่อก่อน (ที่จะมีทีวีดิจิตอล) ก็จะเป็นการผิดกฎหมายปฏิรูปสื่อ คนเดือดร้อนคือเจ้าของกล่องเพราะสมาชิกเขาจะยกเลิกที่เขาจ่ายรายเดือนอยู่ ช่อง 3 ก็จะมีคนดูน้อยลง เพราะหนวดกุ้ง-ก้างปลาทั่วประเทศมีคนดูแค่ 20%

     หรืออยากลงในเคเบิ้ลจริงๆ กฎหมายปฏิรูปบอกว่าต้องขออนุญาตเป็นเจ้าของเคเบิ้ลเองแข่งกับทรู-CTH และลดโฆษณาเหลือชั่วโมงละ 6 นาที ช่อง 3 คงไม่เลือกทางนี้แน่นอนเพราะขาดรายได้ไปเยอะ

     สรุปว่า 2 ช่องทางที่กสทช. แนะให้ช่อง 3 ทำ เขาไม่เลือกทั้งคู่ แต่เลือกที่จะฟ้องกสทช. และคณะกรรมการกสทช. 3 คน หาว่าใช้อำนาจไม่เป็นธรรม

     ผมว่านี่คือวิบากกรรมช่อง 3 ตั้งแต่รู้จัก “มาลีนนท์” 40 ปี ไม่เคยมีคนด่ามากเท่านี้ ซึ่งผมเชื่อว่ามาจากการชงของฝ่ายกฎหมายมากกว่าจะคิดเอง โดยเฉพาะการฟ้อง 3 กรรมการกสทช. After Shock มักรุนแรงเสมอหลังแผ่นดินไหว วันนี้ช่อง 3 ไม่แตกต่างกับปรากฏการณ์แผ่นดินไหวเลย

     แผ่นดินมีพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง คลื่นความถี่คือทรัพยากรของชาติ ต้องเป็นของคนไทยทั้งชาติ ไม่ใช่ของตระกูลใดตระกูลหนึ่งอย่างที่เคยเป็นมา 40 กว่าปี เวลานี้รัฐธรรมนูญขอให้แข่งกันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมในกรอบของการปฏิรูปสื่อ… จนด้วยเกล้าจริงๆ องค์กรอิสระปฏิบัติโดยชอบธรรม แต่ถูกฟ้องว่าไม่ชอบธรรม… สิ่งที่ขอวันนี้ก็คือ ขอให้พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองคลื่นความถี่สมบัติชาติด้วยเทอญ

     ต้อย แอ็คเน่อร์

by TVPOOL ONLINE