เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

ความเคลื่อนไหวทางการค้าของสหรัฐฯ ทวีความตึงเครียดอีกครั้ง หลังคำวินิจฉัยของ ศาลสูงสุดสหรัฐ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา มีมติ 6 ต่อ 3 ว่า การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหน้าที่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดมาตรการภาษีชั่วคราวได้ไม่เกิน 150 วัน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ทรัมป์มีคำสั่งปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่มาตรา 122 อนุญาต พร้อมระบุผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า จะใช้ระยะเวลา 150 วันตามกรอบกฎหมายดังกล่าว ควบคู่กับการพิจารณาใช้กฎหมายอีก 2 ฉบับที่เปิดช่องให้จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทหรือจากบางประเทศ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือการค้าที่ไม่เป็นธรรม

ทรัมป์ระบุว่า การตัดสินใจขึ้นภาษีเป็น 15% มีขึ้นภายหลังการทบทวนคำวินิจฉัยของศาลสูงสุด ซึ่งเขามองว่า “ไร้สาระ ไม่ถูกต้อง และเป็นคำตัดสินที่ต่อต้านอเมริกา” พร้อมวิจารณ์ผู้พิพากษาที่ลงมติคว่ำมาตรการของเขาว่าเป็น “คนโง่เขลา” และกล่าวตำหนิผู้พิพากษา Neil Gorsuch และ Amy Coney Barrett ซึ่งเป็นผู้ที่เขาแต่งตั้งเอง ว่า “น่าอับอาย”

ทั้งนี้ ศาลสูงสุดให้เหตุผลว่า อำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นอำนาจของสภาคองเกรสโดยตรง การใช้อำนาจฝ่ายบริหารภายใต้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้างจึงขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับกำหนดวันมีผลบังคับใช้ของอัตราภาษีใหม่ 15% เนื่องจากก่อนหน้านี้ อัตรา 10% มีกำหนดเริ่มใช้ในวันที่ 24 ก.พ. แต่ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าอัตรา 15% จะมีผลในวันเดียวกันหรือไม่

สำหรับมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 กำหนดให้มาตรการภาษีฉุกเฉินมีผลได้สูงสุด 150 วัน ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเพื่อขยายระยะเวลา ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวแทบไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อนในลักษณะครอบคลุมทั่วโลกเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าอาจเกิดการฟ้องร้องและข้อพิพาททางกฎหมายเพิ่มเติมในระยะต่อไป.

by TVPOOL ONLINE