ล่าสุด ข้าวโพด สมิตินันทน์ ออกมาเปิดใจกับสื่อ ถึงกรณีคดีฉ้อโกงโดย นานา ไรบีนา พร้อมเผยความรู้สึกว่ายังหวังได้เงินคืน ถึงกับเอ่ย “กำขี้ดีกว่ากำตด”

อัยการยื่นฟ้องนานา-เวย์ร่วมกันฉ้อโกง?
“ติดตามข่าวตลอดเวลา ถึงจะพยายามไม่ติดตามก็จะมีคนส่งอะไรมาให้ดูวันละ 800 รอบ มันเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้เลย คุณทนายเป็นทีมงานที่ดูแลข้าวโพดตลอดไม่ว่าจะเป็นข่าวต่างๆ เราก็อยากจะรู้ว่าสังคมภายนอกคิดยังไง ก็ติดตามอยู่ทุกวัน”
ตำรวจแถลงก่อนหน้านี้มีผู้เสียหาย 17 คน แต่ล่าสุดที่อัยการยื่นฟ้องมีแค่ 11 คน ทำไมจำนวนผู้เสียหายลดลง?
“ดีเทลตรงนี้ข้าวโพดไม่ได้ถามคุณทนายเพราะดูแต่ของตัวเอง ข้าวโพดรู้สึกว่าจะมีในส่วนของผู้เสียหายกลายเป็นพยานแทน มีพยานที่เป็นพยานส่วนบุคคลในเคสของพวกเรามีร่วมกว่า 30 ราย นอกจาก 11 คนที่เสียหายจริงๆ”
ในฐานะผู้เสียหาย เขาได้ประกันตัวเรารู้สึกยังไงบ้าง? “การที่เขาประกันตัวมันเป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าข้าวโพดเป็นจำเลยแบบเขา ก็ต้องขอใช้สิทธิ์ให้เต็มที่อยู่แล้ว ก็เคารพศาลท่านค่ะ ศาลท่านปล่อยไปไม่ฝากขังให้เขาได้ไปทำมาหากิน เตรียมคดีจากข้างนอกก็แสดงว่าศาลท่านเห็นสมควรแล้ว”

คิดว่าเราจะได้เงินคืนไหม?
“ในจิตใจของตัวข้าวโพดเองก็สวดมนต์อธิษฐานถึงพระเจ้าทุกวันว่าจะได้เงินคืน แต่ถ้าจะได้แบบเต็มหน่วย ไม่ได้หวังถึงขนาดนั้น ข้าวโพดหวังจากความยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญมาก ตั้งแต่เกิดมาเราจะได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อยๆ เรื่องแชร์แม่ชม้อย เป็นเรื่องที่พ่อแม่สอนเราตั้งแต่เด็ก เราไม่รู้ว่ารุ่นเราจะมีอะไรแบบนี้
จนเราได้มาเจอกับตัวเอง มันเป็นอุทาหรณ์ว่าส่วนมากคดีแบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับคนที่เราไว้ใจที่สุด กับครอบครัว เพื่อนสนิทหลายๆท่าน มันคือภัยที่ใกล้ตัวที่สุดที่มันสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราอาจจะได้เจอในสังคมนี้ มันอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ”
สเต็ปต่อไปเราจะยังไงกันต่อ?
“ศาลนัดอีกที 25 พ.ค. จะเป็นการดูพยานหลักฐานทั้งหมด ต้องดูว่าจะได้เบิกตัวพวกเรารึเปล่า คุณทนายพวกเราก็เตรียมตัวเต็มที่อยู่แล้ว เรามีแชต 3 รีม ข้าวโพดกับจำเลยคุยกันเยอะ ข้าวโพดเอาส่งศาลให้กับทีมอัยการ ค่อนข้างจะมีดีเทลเยอะ มีคลิปเสียง เส้นทางการเงิน และอะไรอีกหลายอย่าง คิดว่าหลักฐานของเราพร้อมเหมือนกันค่ะ ทนายข้าวโพดก็เตรียมตัวให้เต็มที่และเพื่อนๆ”

ถ้าได้ไปเจอ นานา-เวย์ ในวันใดวันหนึ่งที่ศาลนัดเราพร้อม?
“พร้อมอยู่แล้ว ข้าวโพดพร้อมที่จะสบตาและยิ้มให้อยู่แล้ว เราก็อธิษฐานให้เขาทุกคืนมันจะทำให้เรามีความสุขด้วย แต่ถ้าถามว่าคุยกันได้ไหมคุยค่ะ เมื่อ2 อาทิตย์ก่อน นานาก็ยังโทรมา คุยกันได้ค่ะ ส่วนมากจะคุยกันเรื่องของคดี การเยียวยา”
เขามียื่นข้อเสนออะไรบ้างไหม?
“ข้าวโพดบอกเขาไปว่ากำขี้ดีกว่ากำตด ก็ไม่รู้ว่าแบบนี้เราจะโอเค บอกไปแล้วว่าอะไรที่ได้มาบ้าง เยียวยามาบ้างมันก็ย่อมดีกว่าอะไรที่ไม่ได้เลย ข้าวโพดคิดว่าเขาน่าจะพยายามคุยกับคนอื่นๆด้วย น่าจะทั้ง11 ท่าน ซึ่งเขาน่าจะให้ไปไกล่เกลี่ยที่ศาลมากกว่า มันก็แฟร์และเป็นธรรม ส่วนท่านที่เป็นพยาน เป็นผู้เสียหายคนอื่นๆที่เขาไม่ได้ไปฟ้องร้อง แจ้งความก็น่าจะได้ถูกการเยียวยาก่อน”
มูลค่าความเสียหาย 174 ล้าน เรามองว่าในตัวเลขนี้ นานา-เวย์ สามารถหาเงินมาชดใช้ได้ไหม?
“ดูจากเส้นทางการเงินคร่าวๆตอนนี้ มันไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน ข้าวโพดก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีทรัพย์สมบัติตรงไหน เอาไปวางไว้ตรงไหน หรือโยกย้ายถ่ายเทอะไรไป เราภาวนาให้พระเจ้าให้ได้มากที่สุด ไม่แน่ใจ ตอบไม่ได้เลย”
บ้านกับธุรกิจร้านตัดผมเพียงพอจะใช้คืนไหมถ้าขายทั้งหมดแล้ว?
“บ้านหลังนั้นคุณนานาขายอยู่ 69 ล้าน ข้าวโพดก็ไปทำการบ้านมา ข้าวโพดคิดว่ามันเป็นราคาที่เกินความเป็นจริง ข้าวโพดไม่แน่ใจว่าที่เขาโพสต์ราคานี้เขาอยากจะขายจริงๆไหม เขาคงอยากจะขายจริง
แต่ทั้งหมู่บ้านตรงนั้นไม่มีบ้านหลังไหนราคา 69 ล้าน ส่วนมากจะ 40 กว่าล้าน ก็เลยงงตรงที่ว่าราคานั้นมันก็สูงเกินไป เราเตือนเขาแล้วมันอาจจะขายลำบาก เรื่องนี้ก็บอกเขาไปแล้วนะคะว่าราคามันสูงเกินไป เขาก็มีเหตุผลตอบกลับมาว่าทำไมเขาจะต้องคงราคานี้”
เขาเคยคิดจะเอาที่ดินกับบ้านมาจำนอง กับเราไหม?
“ไม่มี ข้าวโพดคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่บ้านหลังนั้นที่เขาอยู่ปัจจุบันมันจะราคา 69 ล้าน มันเกินไปนิดนึง มันจะขายลำบาก”
โอกาสจะได้คืนเงิน?
“สำหรับเราค่อนข้างจะริบหรี่ ส่วนมากคดีแบบนี้ที่ข้าวโพดศึกษาจากคดีเก่าๆจะได้เงินน้อยถึงน้อยมาก ก็ทำใจในส่วนนี้นิดนึง คุณนานาเขามีการโทรมาบ้าง มีส่งข้อความมาบ้างเพื่อเจรจา แต่ยังเป็นการเจรจาแค่ข้าวโพดกับเขา ไม่ถึงขั้นในฝั่งทนายทั้งสองคน เป็นกิจจะลักษณะ เป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ อารมณ์ว่าเราแฮปปี้แบบไหน”
ทุกวันนี้นานายังโทรหาข้าวโพดอยู่ไหม?
“ใช่ค่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โป๊ะเชะ ข้าวโพดอยู่ในงานอีเวนต์ของเพื่อน มีวิกกี้ แล้วก็มีอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ด้วย ก็เลยกลายเป็นสี่สายคุยกัน เปิดสปีดเกอร์โฟน ซึ่งตัวข้าวโพดเองก็ไม่กล้ารับเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่รู้จะคุยอะไร เผื่อพูดผิดพูดถูกเราก็ต้องระวังตัวตรงนี้นิดนึง
ปกติเมื่อก่อนข้าวโพดคุยกับเขาเยอะ วันละหลายหลายรอบ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนจากสรรพนามกูมึงเป็น ข้าวโพดนะนานานะ แล้วส่วนมากก็จะพูดถึงการเยียวยา ซึ่งตอนนี้ยังไม่ไปถึงจุดที่… เอาอย่างนี้ดีกว่าถ้าไม่มีทนายอยู่ในเหตุการณ์ข้าวโพดยังไม่นับ”
เรามองว่านานากับเวย์ พยายามหาเงินหารายได้ในการที่จะรับผิดชอบมากเพียงพอหรือยัง?
“ข้าวโพดกับวิกกี้ก็ไลฟ์ขายของอยู่ เราก็เป็นคนที่ไลฟ์ขายของอยู่ เรารู้ว่าการไลฟ์ขายของจะได้เงินประมาณไหน แล้วข้าวโพดเห็นนะว่าคุณนานาเขาก็ขยันไลฟ์ขายของอยู่ แล้วก็เป็นสิ่งที่เขาทำอยู่ ก็สนับสนุนให้เขาทำมาหากินสุจริต อันนั้นถูกแล้ว แต่ว่าอาชีพเขาคือไลฟ์ขายของ มันยังไม่ได้มีความรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในตอบโจทย์ของพวกเรา ไม่น่าจะใช่ช่องทางของพวกเรา 11 ท่านที่เสียหาย”
เพื่อนคนอื่นเครียดไหม?
“ทุกคนเครียดมาก แต่เชื่อไหมว่าข้าวโพดกับเพื่อนคุยกันตลอดเวลา อย่างน้อยเรามีเพื่อน อย่างน้อยเรามีเพื่อนที่รักกัน ไม่มีเพื่อนนี่น่าสงสารนะคะ แต่เรามีเพื่อนเรามีครอบครัวที่อบอุ่น เรามีสามีที่พึ่งพาได้ เรามีสามีที่ไม่ล้างผลาญ ชีวิตของพวกเรา เรามีสามีที่สนับสนุน ชีวิตพวกเรามีแต่พากันเดินไปในทางที่ดีขึ้น
ข้าวโพดคิดว่าเราแค่นี้ก็ค่อนข้างที่จะโชคดีกว่าหลายหลายคน ไปหลายเปอร์เซ็นต์แล้ว ข้าวโพดคิดว่าการเยียวยาในทุกวันคือการให้กำลังใจและมีคนดีดี คนนิสัยดีอยู่รอบกาย หวังดีต่อกัน ตั้งแต่ 44 จนไปถึงวันตาย ก็หวังว่าเราจะมีแต่คนจริงใจและคนดีดีอยู่ในชีวิต ทุกคนอยากจะมีแต่คนดีๆในชีวิตที่เป็นเพื่อน”
แล้ววันนี้เราเป็นห่วงเขาไหม?
“เป็นห่วงไหม คือพูดจริงๆ นะว่าข้าวโพดไม่ได้มีความสุขทุกวัน มันจะมีวันที่แย่แล้วมันจะมีวันที่ดี แล้วข้าวโพดนึกไม่ออกว่าการที่เราจะต้องมาเป็นโจทก์ แล้วการที่ต้องมาเป็นเขามันก็น่าจะยากกว่าเราหลายเท่า ก็เข้าใจนะคะว่ามันจะต้องดำเนินชีวิตอย่างลำบาก แต่ตอนที่เขาเห็นเขาไลฟ์ เขาก็ดูยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุขดี เขาก็อาจจะมีตัวช่วย มีพระธรรมในจิตใจ ก็หวังว่าเขาจะทำในสิ่งที่ดีที่ดีที่สุดเพื่อตัวเขาและลูกของเขา”
เสียใจไหม ถ้าวันหนึ่งเขาไม่สามารถชดใช้ทั้งหมดได้?
“เสียใจ แต่ก็เผื่อใจว่าเป็นบทเรียนที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต แต่ตราบใดที่ข้าวโพดยังมีลมหายใจ เราคิดว่าเรายังสาวยังสวยอยู่ เรายังมีมันสมองอยู่ เราก็ทำมาหากินต่อไป เราเคยหามาเราก็หาได้ ก็ถือว่าทำเงินตกน้ำแล้วก็เอาบทเรียนนี้ไปสอนเป็นอุทาหรณ์ให้ลูก ซึ่งข้าวโพดก็สอนอยู่ทุกวันอยู่แล้วในเรื่องนี้
แล้วก็สอนให้เป็นบทเรียนของสังคมว่า บางทีเราไม่ได้ว่าเขาอย่างเดียวนะ เราก็ดูตัวเองด้วย บางทีความโลภ มันก็ทำให้เราหน้ามืดตามัว ปกติข้าวโพดเป็นคนฉลาด แล้วก็ไตร่ตรองในการที่จะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ แต่การที่เรารักและไว้ใจมันทำให้เราจากคนฉลาดก็กลายเป็นคนโง่ได้ มันก็เป็นอุทาหรณ์ในสังคมค่ะ”
by TVPOOL ONLINE