คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา เสนอแนวทางปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ ครอบคลุมทั้งฐานรายได้ การบริโภค และทรัพย์สิน ชูขึ้น VAT เป็น 10% ขยายฐานจัดเก็บ e-Commerce-หุ้น พร้อมศึกษาเก็บภาษีทองคำ เตรียมส่ง ครม.พิจารณา
เว็บไซต์วุฒิสภาเผยแพร่วาระการประชุมวันที่ 21 เมษายน 2569 พร้อมเอกสารประกอบรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ว่าด้วย “แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย” ซึ่งเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน โดยมีข้อเสนอสำคัญครอบคลุม 5 ด้านหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต
ในส่วนข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอให้ยกระดับกรมสรรพากรเป็น “องค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ” และขยายอายุเกษียณข้าราชการจาก 60 ปี เป็น 65 ปี ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือภายในปี 2573
ด้านภาษีฐานรายได้ มีข้อเสนอปรับปรุงมาตรการลดหย่อนและการจัดเก็บ อาทิ การให้สิทธิหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิดคนละ 500,000 บาท การจัดเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยหัก ณ ที่จ่าย 2% ของยอดขาย รวมถึงการปรับรูปแบบการจัดเก็บภาษีเงินได้จากเงินปันผลที่มีมูลค่าสูงเกิน 10 ล้านบาท ให้เข้าสู่อัตราก้าวหน้า นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกเว้นภาษีสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพในช่วง 3 ปีแรก และจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจากแพลตฟอร์มต่างชาติในอัตรา 20% ควบคู่กับการผลักดัน Global Minimum Tax อย่างน้อย 15% ภายในปี 2570
สำหรับภาษีฐานการบริโภค ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ มีข้อเสนอปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% พร้อมขยายฐานการจัดเก็บให้ครอบคลุมทุกกิจการ โดยไม่ยกเว้นผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดเก็บภาษีการซื้อขายหุ้น ศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ รวมถึงผลักดัน “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” เพื่อส่งเสริมการออกใบกำกับภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ
ในหมวดภาษีฐานทรัพย์สิน เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการจัดเก็บภาษีป้ายนอกอาคาร เช่น ป้ายอวยพรของนักการเมืองในช่วงเทศกาลต่าง ๆ พร้อมทั้งทบทวนการจัดเก็บภาษีการรับมรดก
ขณะที่ข้อเสนอด้านการพัฒนาท้องถิ่น มีแนวคิดศึกษา “Home Town Tax” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกจัดสรรภาษีบางส่วนไปยังท้องถิ่นที่ต้องการสนับสนุน
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบายจากคณะกรรมาธิการ ซึ่งต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยยังไม่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญของแนวทางการปฏิรูประบบภาษีไทยในระยะข้างหน้า
by TVPOOL ONLINE