คุมกำเนิดแบบคลาสสิค คนรุ่นก่อนเขาทำอย่างไร

      สมัยก่อนการแพทย์ไม่ก้าวหน้า
สาธารณสุขก็ล้าหลัง แต่การคุมกำเนิดก็ยังจำเป็นอยู่ดี  แล้วคนรุ่นทวดของทวดเขาควบคุมจำนวนประชากรกันด้วยวิธีไหน  ลองอ่านดูแล้วคุณจะทึ่ง

     ▪ เมื่อ 1,800 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวอียิปต์ไอเดียล้ำคุมกำเนิดกันด้วยการวางอุจจาระจระเข้บนผ้าข้าวบาง
ชุบน้ำให้ชื้น แล้วสอดเข้าไปในช่องคลอด  เชื่อกันว่ามูลจระเข้มีสรรพคุณเป็นยาฆ่าเชื้ออสุจิได้
 แต่หลังจากผ่านไป 300ปี ก็มีคนคิดวิธีคุมกำเนิดแบบใหม่ขึ้นมา ด้วยการนำยางจากต้นอาคาเซียมาผสมกับผลอินทผลัมบดน้ำผึ้ง  ทาบนหนังแกะแผ่นบางๆแล้วใส่เข้าไปในช่องคลอด  วิทยาการสมัยใหม่ยอมรับว่าวิธีนี้น่าจะเวิร์ค
เพราะยางอาคาเซียเป็นส่วนผสมในยาฆ่าเชื้ออสุจิ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน


     ▪ มาถึงวิธีกินกันบ้าง Hippocrates บิดาแห่งการแพทย์ของกรีกแนะนำให้ผู้หญิงกินดอกแครอทป่า แทนยาคุมกำเนิด   คาดว่าวิธีนี้น่าจะได้ผลจริงๆ
เพราะทุกวันนี้ผู้หญิงตามชนบทของรัฐนอร์ทแคโรไลนา
และสาวๆอินเดียก็ยังกินเมล็ดแห้งของแครอทป่าเพื่อคุมกำเนิดกันอยู่เลย  


     ▪ ข้ามไปที่แถบนิวส์เบิร์นวิคของแคนาดา
สาวๆจะกินลูกอัณฑะของบีเวอร์ตากแห้งกับเหล้าแทนยาคุม และเซอร์ไพรส!เซอร์ไพรส!
อัณฑะบีเวอร์มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่จะไปขัดขวางไม่ให้ไข่สุก  ช่วยไม่ให้ท้องได้จริงๆด้วย


     ▪ ในศตวรรษที่ 17 วิทยาการเริ่มออกทะเล  หนุ่มสาวสมัยนั้นคุมกำเนิดด้วยการใช้ผ้าขนแกะชุบน้ำมะนาว
เช็ดคราบอสุจิออกก่อนที่มันจะกระดึ๊บๆเข้าไปในมดลูก ซึ่งจะสำเร็จหรือเปล่านั้น
คาดว่าคงต้องวัดดวงกันน่าดู 
ต่อมาก็มีคนสอนสาวๆให้สอดมะนาวครึ่งซีกที่บีบน้ำออกแล้วเข้าไปในมดลูกก่อนมีเพศสัมพันธ์ 
เรื่องจะคุมกำเนิดได้จริงหรือเปล่านั่นช่างเถอะ  แต่ชั้นอยากถามมากว่าไม่แสบหรือยะหล่อน (กรี๊ด!!! )


     ▪ ถุงยางถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ
ค.ศ.1600 โดยทำจากเนื้อเยื่อของไส้แกะ  ที่โคนมีเชือกเอาไว้ผูกกับโคนอวัยวะเพศ 
แต่เพราะถุงยางรุ่นแรกๆผลิตขึ้นมาให้บรรดาโสเภณีใช้ป้องกันโรคติดต่อจากแขก  ภาพพจน์ของมันก็เลยไม่แจ่มเท่าไร
ทำเอาผู้หญิงทั่วไปโดยเฉพาะคุณหนูลูกผู้ดีไม่ยอมใช้กันเลย แต่ต่อมาพอทุกคนเห็นว่ามันช่วยคุมกำเนิดได้  ชื่อเสียงของถุงยางก็กระเตื้องขึ้น
แต่ผู้หญิงก็ยังไม่ยอมรับว่าใช้ถุงยางกันอยู่ดี
สมัยนั้นจะสั่งซื้อถุงยางกันทางไปรษณีย์
และจะกำชับไม่ให้เขียนชื่อสินค้าไว้บนกล่องด้วย 
จะได้ไม่มีใครรู้ว่าของข้างในคืออะไร


     ▪
มาถึงกลางศตวรรษที่ 18
 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษได้ค้นพบวิธีทำให้ยางนิ่มลง
ทำให้ราคาถุงยางถูกมาก  แถมยังใช้ง่ายและเป็นที่นิยมกันมากขึ้น  พอมาถึงต้นศตวรรษที่ 20 หนุ่มๆถูกสั่งสอนว่าถุงยางเป็นของรีไซเคิ้ล
 ใช้เสร็จแล้วให้ล้างแล้วเอากลับมาใช้ใหม่ได้
แต่โชคดีที่นโยบายประหยัดนี้อยู่ได้ไม่นานก็เลิกกันไป  เพราะยิ่งใช้ซ้ำลูกก็ยิ่งดก (นั่นสิ)

[fbcomments width="100%" count="off" num="5" countmsg="wonderful comments!"]