เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

ทำไมต้องปฏิรูปสื่อ!?!

     เป็นคำถามที่ถามมาตลอดเรื่องของการ “ปฏิรูป” ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปการเมือง, ปฏิรูปสังคม, ปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงการปฏิรูปสื่อ ต้องบอกว่าปฏิรูปสื่อคือ “สิ่งเดียว” ที่บอกว่า “ปฏิรูปยากที่สุด” ในกระบวนปฏิรูปทั้งหมด…

     ในความหมายการปฏิรูปสื่อของรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 หมายถึงปฏิรูปสื่อที่เป็นคลื่นความถี่ เช่น วิทยุ-โทรทัศน์ ซึ่งรัฐธรรมนูญตราไว้ว่า “คลื่นความถี่” คือทรัพยากรของชาติ ผู้ครอบครองความถี่ต้องแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาติและประชาชน

     เคลียร์ในวัตถุประสงค์อันเป็นมูลเหตุต้อง “ปฏิรูปสื่อ” ใช่มั้ยครับ สื่อทีวี-วิทยุ คือสื่อที่มีผลประโยชน์แฝงมากมาย…กลุ่มผลประโยชน์พยายามขัดแข้งขัดขา ใช้สารพัดกลอุบายเพื่อให้การปฏิรูปเกิดไม่ได้ ตั้งแต่ปี 2540 ที่ตรารัฐธรรมนูญมีมา กลุ่มผลประโยชน์ที่เกาะกินกับสื่อวิ่งเต้นขัดขวาง ใช้วิชามารจนปฏิรูปไม่สำเร็จ ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น การปฏิรูปการเมือง-ปฏิรูปการปกครอง-ปฏิรูปสังคม…ทำให้องค์กรอิสระ เช่น กกต. ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ต่างดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ (2540-2550) กันทั้งนั้น

     แต่สื่อทีวีวิทยุยังคงอยู่ในกฎหมายเก่าปี 2498 หรือกฎหมายเก่าวันที่ประเทศ ไทยมีทีวีครั้งแรก เมื่อ 59 ปีที่แล้ว… พวกนายทุนสื่อเหล่านี้ใช้เงินล้มกระบวนการปฏิรูปสื่อ จึงไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เหมือนการปฏิรูปแขนงอื่น

     สาเหตุใหญ่ๆ ที่ สสร. กล่าวถึงสาเหตุแห่งปฏิรูปสื่อมี 3 ประเด็นหลักคือ

     ประเด็นแรก ที่ต้องปฏิรูปเพราะสื่อสัมปทานทีวี 2 ช่อง ที่เงื่อนไขของผลตอบแทนที่มีให้รัฐปีละไม่กี่ล้านบาท แต่ผู้ครอบครองสัมปทานมีรายรับจากคลื่นความถี่ปีละหลายหมื่นล้าน มองในมุมไหนรัฐก็ถูกพ่อค้าเอาเปรียบ

     แต่ทำไงได้ กฎกติกาวางไปแล้ว เขาได้สัมปทานมาอย่างถูกต้อง เพราะกฎหมายเอื้อให้นักการเมืองมีอำนาจ นักการเมืองก็ใช้อำนาจตัวเองในการจะต่อสัญญาโดยไม่ต้องพึ่งพาความเห็นใครเลย…นักการเมืองทำได้

     ถามว่าเจ้าของสื่อสัมปทานผิดหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ผิดในเรื่องนิติธรรม แต่ผิดในเรื่องจริยธรรม เพราะการต่อสัญญายาวเฟื้อยครั้งละ 30 ปี ทั้งๆ ที่กฎหมายให้ต่อ 10 ปีครั้งตามวาระ…รู้ก็ทั้งรู้ว่าเป็นข้อตกลงที่รัฐเสียเปรียบ แต่พ่อค้า ก็คือพ่อค้า

     สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) เข้าใจดีเรื่องรัฐถูกเอาเปรียบจากสื่อสัมปทาน แต่ต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะเป็นการตกลงจำยอมของนักการเมืองและพ่อค้า ทำอะไรไม่ได้…ทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือ ผ่านทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ…ดังนั้นรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงตรามาตรา 40 ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ พูดง่ายๆ คือการปฏิรูปสื่อเพื่อปลดแอกจากการถูกพ่อค้าเอาเปรียบมายาวนาน ขอให้ประเทศได้เริ่มต้นใหม่กับคลื่นความถี่ที่น่าจะเป็นธรรมกว่าอดีต

     ประเด็นที่สอง ที่ต้องปฏิรูปสื่อคือ…ผู้มีอำนาจปกครองสื่อตัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน อยากให้สื่อรายงานข่าวสารอย่างไรก็สั่งการไป ใครทำไม่ถูกใจก็สั่งปิด สั่งห้ามออกอากาศ ประชาชนถูกปิดหูปิดตา สสร. ก็มองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในการปฏิรูปสื่อ อยากให้สื่อมีองค์กรอิสระดูแล ไม่ใช่รัฐบาลคอยสั่งการ เมื่อประเทศมีปฏิวัติ รัฐประหาร ไม่ว่ายุคใดๆ ตั้งแต่ “สุจินดา-สนธิ” มาถึงคสช. ของ “ประยุทธ์” ก็มองเรื่องนี้สำคัญ

     รสช. ยุค “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ในปี 2535 คือจุดเริ่มแห่งความคิด เรื่องการครอบงำสื่อ ผู้มีอำนาจสั่งการให้รายงานข่าวอันเป็นเท็จ สื่อไทยเป็นอย่าง สื่อนอกเป็นอีกอย่าง ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาไม่เอาด้วยกับรัฐบาล ปิดหูปิดตาประชาชน

     จนมีรัฐบาลฉุกเฉินขึ้นมา มี “อานันท์ ปันยารชุน” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ขึ้นมา มี “อุทัย พิมพ์ใจชน” เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ ให้ปฏิรูปสื่อ สาระสำคัญที่มองเห็นคือ ให้จัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ให้สิ้นสุดระบบสัมปทาน ซึ่งไม่มีความเป็นธรรม มาเป็นระบบใบอนุญาต ให้สื่อความถี่เป็นทรัพยากรของชาติ

     ประเด็นที่สาม ที่ต้องปฏิรูปคือ เพื่อจะแยกองค์กรสื่อให้ออกจากอำนาจรัฐหรือกลุ่มผู้มีอำนาจใดๆ นักการเมืองจะได้ไม่ใช้เป็นอาวุธ เพราะสื่อต้องมีอิสรภาพทางความคิด ต้องดูแลตัวเองได้โดยมีองค์กรอิสระควบคุมดูแล นักการเมืองสั่งการไม่ได้ 
เพราะนักการเมืองนิยมใช้อำนาจคอรัปชั่นความชอบธรรมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว คิดว่าตัวเองสังกัดพรรคการเมืองใหญ่ ก็ทำผิดโดยไม่มีใครค้าน ถ้าตัดตอนตรงนี้ การคอรัปชั่นกับธุรกิจสื่อก็จะหมดไป

      3 ประเด็นดังกล่าวคือหัวใจการปฏิรูปสื่อและพอจะเข้าใจใช่มั้ยครับว่า ทำไม ประเทศต้องปฏิรูปสื่อ นักการเมืองบ้าอำนาจ พ่อค้าก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน… ถ้าไม่ปฏิรูปสื่อ 2 เรื่องที่ว่าประเทศจะถดถอย ผู้บริโภคสื่อก็จะเป็นทาสสื่อสัมปทานที่ครอบงำประชาชนอย่างยาวนานต่อไป ชาวบ้านไม่มีทางเลือก บริโภคข่าวสารตามสิ่งที่พวกเขาควรได้รับ

     ประเทศจำเป็นต้องปฏิรูปสื่อ…เพราะปฏิรูปนั่นเอง จึงทำให้เกิด “ทีวีดิจิตอล” 24 คลื่นมาทดแทนสื่อสัมปทาน 2 คลื่น ถือเป็นการเข้าสู่เวทีการแข่งขันเสรี และเป็นธรรมอย่างแท้จริง ถือเป็นโอกาสใหม่ของประเทศที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่าง ยิ่งใหญ่

     ปฏิรูปแล้ว…มีทีวีทางเลือกอีก 24 ช่อง จากที่เคยถูกจัดระเบียบให้เวลาหลังข่าวต้องเป็นละครน้ำเน่า เขาจะเอาอะไรมาให้ดูก็ต้องดู จนกลายเป็นความคุ้นชิน เกือบจะเป็นประเพณีการดูทีวีของคนในชาติ

     ชาวบ้านก็มีทางเลือกมากขึ้น มีข่าวสาร มีสาระครอบครัว มีละคร มีวาไรตี้ ย่อมดีกว่าการกดหัวให้ดูอย่างที่เขายัดเยียด เพราะทั้ง 24 สถานีเป็นทีวีธุรกิจที่ต้องแข่งขันเรียกเรทติ้ง ใครทำไม่ดี ไม่มีคนดู เขาก็อยู่ไม่ได้… คือว่าเป็นธรรมที่สุด

     หวังว่าการเริ่มต้นใหม่ของ “สื่อที่ได้ปฏิรูปแล้ว” คงเป็นเวทีแห่งการแข่งขันแบบเสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง สื่อสัมปทานที่ถูกปฏิรูปก็ต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของการปฏิรูปด้วยว่า ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสื่อตามยุคสมัยและให้ความเป็นธรรมกับรัฐ… เพราะปฏิรูปคือการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์  ต่อส่วนรวม

     ปฏิรูปไม่ใช่แค่การแสดงความเห็นสนองสิ่งที่ตัวเองเป็นและไม่เห็นด้วย อย่างที่เห็นการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ผ่านสื่อต่างๆ จนชาวบ้านระอาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

     Toy Aigner

by TVPOOL ONLINE