เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว”

สิ้นสุดการรอคอย “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” และ “บิณฑ์ บูม บิสซิเนส” พร้อมประกาศความยิ่งใหญ่ของ “ทองดีฟันขาว” ภาพยนตร์ไทยแอคชั่นฟอร์มยักษ์ของผู้กำกับมากความสามารถ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์”  โดยล่าสุดหนังได้ปล่อยโปสเตอร์แบบแรก และตัวอย่างหนังตัวแรกเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยพร้อมเข้าฉายต้นปี 2560

งานนี้ได้ซูเปอร์สตาร์นักมวยไทยชื่อก้องโลกอย่าง “บัวขาว บัญชาเมฆ” มารับบทนำเต็มตัวเรื่องแรกในบท “จ้อย” หรือ “ทองดีฟันขาว” ชายเลือดนักสู้ผู้มีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อในการเดินทางเพื่อเรียนรู้ชีวิตและฝึกฝนในวิชามวยต่างๆ จนโชคชะตาและความสามารถทำให้เขาได้เป็นทหารเอกคู่ใจแห่งพระเจ้าตากสินมหาราช และพลีชีพต่อสู้ปกป้องบ้านเมืองจนกลายเป็นวีรบุรุษของชาวไทยที่รู้จักกันดีในนาม “พระยาพิชัยดาบหัก”

โดยโปสเตอร์ใบแรกนี้ได้โชว์ฟันขาวและกำปั้นภายใต้คำโปรย “ฟันขาว ห้าวหาญ ชาญเชิงมวย” เป็นการเน้นย้ำให้จดจำเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตัวละครผู้ไม่กินหมากดังเช่นที่ผู้คนสมัยนั้นนิยมกันจึงเป็นที่มาของฉายา “ทองดีฟันขาว” พร้อมกันนี้ในตัวอย่างแรกก็ใช้เทคนิคการย้อนภาพกลับไปสู่ “ก่อนดาบหัก ก่อนชัยชนะ ก่อนเป็นตำนาน” กับเรื่องราวก่อนที่ชายเลือดนักสู้จะได้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่จะถูกเล่าขานเป็นครั้งแรกบนจอภาพยนตร์

แรงบันดาลใจ-ที่มาที่ไปที่ทำให้หยิบโปรเจกต์นี้ขึ้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

แรงบันดาลใจที่ทำหนังเรื่องนี้ก็มาจาก “บัวขาว บัญชาเมฆ” นี่แหละ ผมรู้จักบัวขาวมาหลายสิบปีตั้งแต่ที่เขาต่อยมวย K-1 สมัยต่อยที่ญี่ปุ่น ก็ติดตามผลงานเค้ามาตลอด เราเห็นความสามารถของเขาในรูปแบบของการต่อสู้อย่างลูกผู้ชาย เพราะฉะนั้นการที่จะเอาบัวขาวมาเล่นอะไรซักอย่างหนึ่งหรือเอามาทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับสังคม ให้คนรุ่นหลังได้เห็นได้ดูกันเนี่ย มันก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับมวยที่เค้าถนัด แล้วก็บังเอิญผมได้เคยอ่านประวัติของ “พระยาพิชัยดาบหัก” ซึ่งสมัยเด็กๆ ท่านเคยเป็นนักมวยมาก่อน เคยไปแอบเรียนมวยที่ค่ายนั้นค่ายนี้ แล้วก็เป๊ะเลย บัวขาวต้องมาเป็น “จ้อย” หรือ “ทองดีฟันขาว” เพราะคาแรคเตอร์ของเขานี่ได้ทุกอย่าง เค้าจะตัวดำและฟันขาว นายทองดีเนี่ยจะฟันขาวเพราะไม่เคี้ยวหมาก เพราะคนสมัยนั้นจะเคี้ยวหมาก แต่นายทองดีจะไม่เคี้ยว ก็เลยเรียกนายทองดีฟันขาวมาตลอด

ก็เลยคิดว่าถ้าเอาบัวขาวมาเล่นหนังแบบเต็มตัวเนี่ย ผมว่าเรื่อง “ทองดีฟันขาว” นี่แหละเหมาะที่สุด เรายังไม่ได้ไปถึงพาร์ตของพระยาพิชัย เราเอาแค่ประวัติของทองดีฟันขาวที่เป็นชาวบ้านคนหนึ่งที่รักความเป็นมวยไทย รักความเป็นลูกผู้ชาย แล้วก็เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับมวยตามที่ต่างๆ อย่างที่ตัวเองอยากจะเรียนรู้ไป ประวัติชีวิตจะคล้ายๆ กันเลย

จากนั้นก็ไปทาบทามคุณบัวขาวมา แต่ตอนนั้นบัวขาวก็แบ่งรับแบ่งสู้ เห็นได้จากที่เค้ายังไม่พร้อม และอาจมีประหม่านิดนึง เค้าถามผมว่าให้เค้ามาเล่นเป็นอะไร ผมบอกว่าเล่นเป็นนักมวย คำถามของเค้าที่ว่าเล่นเป็นตัวอะไรคือหมายถึงว่าเป็นพระเอกหรือเป็นตัวอื่น ถ้าเป็นตัวอื่นเค้าสามารถมารับเชิญให้ได้ แต่ถ้าเป็นพระเอกเค้าคงไม่กล้าประมาณอย่างนั้น ผมก็ให้ความกระจ่างกับเค้าไปว่า ที่ผมติดต่อบัวขาวไปด้วยตัวเองเนี่ย ผมคงไม่ให้คุณมาเล่นแค่รับเชิญ เพราะผมมองแล้วคุณน่าจะเป็นทองดีฟันขาว เค้าก็งง ทองดีฟันขาวคืออะไรยังไง คุณรู้จักพระยาพิชัยดาบหักมั้ย อ๋อ…รู้จักครับ ถ้าพูดถึงพระยาพิชัยดาบหักนี่จะรู้จักกันหมดเลย แต่ถ้าถามว่ารู้จักนายทองดีฟันขาวมั้ย ส่วนใหญ่จะใครอะไม่รู้จัก ผมก็เลยอธิบายให้บัวขาวฟัง จนกระทั่งเค้าชอบ จนเค้ารู้สึกอยากจะเล่น อยากจะโชว์ความสามารถของลูกผู้ชายซึ่งเป็นท่าต่างๆ ของแม่ไม้มวยไทย นั่นแหละครับจุดเริ่มต้นจากตรงนั้นเลยแรงบันดาลใจที่ผมอยากทำหนังเรื่องนี้ครับ

นอกจากลุกส์ภายนอกแล้ว ตรงจุดไหนอีกที่ผู้กำกับคิดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นบัวขาวเท่านั้น

ก็ความเป็นนักสู้และชอบชกมวย แล้วบัวขาวเค้าก็ชกมวยมาตั้งแต่เด็กๆ ไปดูประวัติเค้าก็ชกมวยมาตั้งแต่ 8-9 ขวบ จากที่พ่อให้เรียนหนังสือ เค้าก็ไม่ค่อยอยากจะเรียน อยากจะออกไปชกมวยมากกว่า จนกระทั่งพ่อกับแม่ต้องทะเลาะกันเพื่อให้บัวขาวเรียนหนังสือ บัวขาวบอกผมอยากชกมวยเพราะลูกผู้ชายดี แล้วก็ได้เงินด้วย จนแม่เนี่ยต้องตามใจแล้วเอาบัวขาวไปฝากไว้ที่ค่าย ป.ประมุข ชีวิตบัวขาวนี่ก็จะคล้ายๆ กับประวัติของนายทองดีฟันขาวเลย คือตอนเด็กๆ พ่อจะไม่ให้ชกมวย เพราะพ่อเป็นนักมวย พ่อรู้ว่าการเป็นนักมวยมันต้องเจ็บปวด คือไม่อยากให้ลูกโดนต่อย แล้วนายจ้อย (ทองดีฟันขาวตอนเด็ก) ก็จะถูกรังแกจากลูกคนรวยที่มาชกมาต่อย จนตัวเองคิดเป็นปมด้อยว่าเค้าไม่มีค่ายมวยที่จะเรียน เค้าก็ไปแอบชกลมมั่ง เตะต้นกล้วยมั่ง จนกระทั่งต้องหนีออกจากบ้านเพื่อไปหาค่ายมวยอยู่ เพื่อไปหาวิชาความรู้เกียวกับมวย เหมือนกับบัวขาวที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เด็กๆ ก็ไปอยู่ตามค่ายมวยต่างๆ นี่คือประวัติบัวขาวกับทองดีที่คล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้นคนที่จะเล่นหนังเรื่องนี้ มันจะเป็นใครได้นอกจาก “บัวขาว บัญชาเมฆ” คนเดียวครับ นี่คือจุดหนึ่งที่ผมคิดว่า เค้าต้องเป็นนักสู้ที่เป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง และบัวขาวเค้ามีตรงนั้นเพียบพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว 

ผู้กำกับถึงขนาดลงทุนถ่ายทำหนังตัวอย่างขึ้นมาก่อนทำหนังจริงเลย

เชื่อมั้ยผมลงทุนไปเกือบ 1 ล้านบาทที่ถ่ายทำทีเซอร์ออกมา เพื่อให้คนเค้ารู้ว่าผมจะทำหนังเรื่องนี้ และเพื่อที่จะไปขายสปอนเซอร์ โดยฟุตเตจหนังที่ผมทำออกมาเนี่ยไม่ได้ใช้ในหนังเวอร์ชั่นจริงเลย แค่ทำออกมาให้บัวขาวรู้ว่า คุณต้องเล่นเป็นตัวนี้ แต่งตัวอย่างนี้ คุณต้องมีความสามารถอย่างนี้เท่านั้นเอง ถ่ายสามวันเกือบล้าน แต่พอทีเซอร์หนังออกมา คนดูเค้าก็ชอบกันมาก แต่พอตอนนั้นถ่ายมาปุ๊บก็จบไป เราก็ห่างเว้นไปประมาณเกือบ 2-3 เดือน บัวขาวเค้าก็ถามผมตลอดว่าไม่เปิดแล้วเหรอหนัง มันก็ยังลังเลอยู่ว่า ถ้าผมลงทุนเนี่ย ผมดูแล้วว่ามันจะมีหลายฉากที่ต้องลงทุนเยอะ ตอนนั้นก็คิดว่าจะทำไงดี บัวขาวก็ถามตลอดว่าไม่เปิดแล้วเหรอ ผมไปประกาศเค้าไว้หมดแล้วว่าผมจะเล่นเรื่อง “ทองดีฟันขาว” ไปโชว์ตัวก็บอกว่าจะเล่นเรื่องนี้ ที่บ้านก็ถามว่าเมื่อไหร่หนังมึงจะเสร็จซะที ผมก็ โอ๊ะ…จะทำไงดี จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า เอาวะ ผมจะเปิดเองละ แล้วตอนนั้นมันก็มีเหตุการณ์หนึ่งเข้ามาคือ เสี่ยเจียงเรียกให้ไปพบ แกก็ถามว่า ได้ข่าวจะทำหนังเอาบัวขาวมาเล่นเหรอ ผมก็บอกครับเสี่ย เออ…กูหุ้นด้วยละกัน มันก็ทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย…ได้ทำแน่ๆ แล้ว อย่างน้อยเสี่ยเจียงเข้ามาเนี่ย เรายังมีเงินก้อนหนึ่งแน่ๆ ที่สามารถทำได้ ส่วนของผมก็เตรียมเงินไว้อยู่แล้วเหมือนกัน

ซึ่งตอนนั้นก็พอดีกับที่คิดอยู่ว่าจะเอาใครเป็นผู้ช่วยดี ผมก็คิดขึ้นมาได้ว่าเฮ้ย “พี่ปื๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล” ที่เคยทำ “บางระจัน” ซึ่งผมก็เล่นอยู่ด้วย ซึ่งพี่ปื๊ดจะเก่งเกี่ยวกับหนังพีเรียดสงคราม เค้าจะมีไอเดียของเขา ผมก็เลยรีบติดต่อและนัดคุยกับพี่ปื๊ดทันที เค้าก็มาช่วยดูบทร่างแรกด้วยว่ามันยังไม่ลงตัว มันยังไม่สมัยใหม่ มันยังไม่เร้าใจ เค้าก็เลยให้ลูกน้องไปรีไรต์ใหม่ ไปตบแต่งแก้ไขมาใหม่จนโอเค พอเปิดกล้องก็เอาพี่ปื๊ดมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ก็เริ่มต้นจากจุดนั้นมาครับ       

ทีมเขียนบทมีการค้นคว้า-รีเสิร์ชข้อมูลเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

ก็ประมาณเป็นเดือนที่ทุกคนมุ่งมั่นเกี่ยวกับตรงนี้ รีเสิร์ชกันอย่างจริงจัง บางคนก็ได้ประวัติอย่างนี้มา บางคนก็ได้ประวัติอย่างนั้นมา บางทีก็ไม่ตรงกัน แต่ที่ตรงกันก็คือ ท่านชอบต่อยมวย ชกมวย แล้วก็ไปตามที่ต่างๆ ก็พยายามไปหาค่ายที่เก่งตรงที่ตัวเองด้อย ก็พยายามค้นหา อย่างมวยไทยมันต้องมีผสมผสานกับมวยจีน มันต้องมีการตีลังกา เค้าก็พยายามที่จะไปหาจุดตรงที่เค้าไม่มีมาเสริมให้กับตัวเองให้เก่ง การรีเสิร์ชข้อมูลอะไรต่างๆ ทีมงานก็ค่อนข้างดูอย่างละเอียด และบางส่วนมันก็ต้องมีการเสริมแต่งขึ้นมาบ้างเพื่อความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง แต่ส่วนใหญ่แล้วเราเดินตามรอยประวัติของพระองค์ท่านอย่างไม่ได้บิดพลิ้วอะไรไปมากมาย บางทีก็มีเกี่ยวกับแก๊กกับมุกเข้ามาให้มีรสชาติของหนังไทย มันต้องมีครบรส   

เรื่องราวของ “ทองดีฟันขาว” ช่วงชีวิตก่อนเป็นพระยาพิชัยดาบหัก

เราก็จะเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนยังเป็นนายจ้อย ชีวิตตอนเด็กๆ โดนรังแกจนกระทั่งไปต่อยลูกเจ้าเมืองจนหัวแตก ตัวเองก็ลนลาน ก็หนีออกจากบ้านไป แล้วก็ไปชกมวยตามข้างถนน จนได้ไปเรียนมวยตามค่ายต่างๆ คือเราสามารถจะถ่ายทอดความเป็นลูกผู้ชายเมื่อไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้วต้องอยู่คนเดียวเนี่ย จะใช้ชีวิตยังไง เอาตัวรอดได้ยังไง เติบโตมากับการสู้ด้วยตัวเองมาตลอด จากคนที่ไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งได้เป็นพระยาพิชัยดาบหักตรงนั้นเลย เอาแค่ตรงนั้นพอ

เราจะเห็นการเดินทางไปเรื่อยๆ คือใครบอกว่านี่ยังอ่อนเรื่องเชิงมวยที่จะต้องมีลูกศอกลูกหมัด เค้าก็รู้สึกว่าเค้าอ่อนจริงๆ เค้าก็จะไปเรียนกับคนที่เก่งเรื่องนี้จริงๆ ทองดีไม่เคยมีครูบาอาจารย์ แต่จะเป็นที่ครูพักลักจำ ไปเตะต่อยก็มองคนนั้นคนนี้ เมื่อก่อนทองดีจะทะนงตัวว่าตัวเองนี่เก่ง ตัวเองเหนือกว่าใคร แต่วันหนึ่งมาเจอคนที่เก่งกว่า ตัวเองก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เค้าเข้าใจเลยว่าเค้าเก่ง จริงๆ เค้าเหมือนกบในกะลา มันต้องออกมาเผชิญกับโน่นนี่นั่น เค้าถึงพยายามเดินทางต่อไปๆ เพื่อที่จะศึกษาในสิ่งที่เค้าไม่รู้

ความเป็นลูกผู้ชาย ความเป็นสุภาพบุรุษ ความเป็นนักสู้ คุณได้เห็นหมดแน่นอน การชกมวยมีแพ้มีชนะ เค้ายอมรับหมด ถึงแม้เค้าจะไม่ได้ชนะทุกครั้งที่เค้าต่อยกับใคร เค้ามีแพ้ แต่เมื่อเค้าแพ้เค้าจะมาย้อนถามกับตัวเองว่า เค้าแพ้เพราะอะไร เค้ามีจุดไหนที่นักมวยคนนั้นเก่งกว่าเค้า เค้าก็จะไปศึกษา จะไปเรียนเพิ่มเติม แล้วก็เอาไปแก้มือ แล้วเค้าก็จะชนะคนๆ นั้นที่เค้าเคยแพ้ นั่นคือสิ่งที่คุณจะได้เห็นว่า อะไรที่เราผิดพลาดไป เราสามารถมาทำให้มันดีขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้า เพราะฉะนั้นการต่อสู้ของผู้ชายคนนี้เป็นการต่อสู้แบบลูกผู้ชาย เป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง  

การคัดเลือกนักแสดงหลักมีความยากง่ายแค่ไหน

การคัดเลือกทีมนักแสดงก็ยากนะครับ เพราะว่าผมได้ “บัวขาว” มาคนหนึ่งแล้ว มันก็จะมีตัวละครทั้งพระเจ้าตาก, ภรรยาพระเจ้าตาก, รำยง คนที่ทองดีแอบรัก แล้วก็มีอีกหลากหลายตัวละครที่เป็นส่วนประกอบของเรื่องนี้ครับ มันจะมีนักมวยเยอะ เพราะค่ายแต่ละค่ายนักมวยก็จะต้องเก่ง จะต้องโชว์ได้ ต้องเป็นนักมวยจริงๆ เราไม่เอานักแสดงที่ไม่เก่งทางมวย เพราะฉะนั้นการเฟ้นหานักแสดงที่เก่งด้านมวยเนี่ย เราต้องไปที่ค่ายมวย อย่าง “ซูเปอร์บอล” เนี่ยเป็นนักมวยอยู่ค่ายบัวขาวเพิ่งได้แชมป์กลับมา และเป็นนักมวยที่รูปหล่อหน้าตาดี นักมวยที่ต้องมาเล่นหนังผมเนี่ยจากค่ายบัญชาเมฆประมาณสิบกว่าคน ผมเอานักมวยจริงมาจากค่ายต่างๆ แล้วก็มาเวิร์กช็อปกันดูว่า ใครสามารถที่จะแอคติ้งได้อะไรได้ก็จะมีบทมีอะไรประมาณนี้นะครับ ก็ประมาณเป็นเดือนที่เราพยายามหานักแสดงทั้งรุ่นเก่าและใหม่ที่เหมาะสมกับบทต่างๆ ให้ได้มากที่สุด

อย่างบทนางเอกชื่อ “รำยง” ผมก็ได้ “มะนาว ศรศิลป์” นางเอกช่อง 7 มาแสดง ผมมีความสนิทสนมกับน้องมะนาวอยู่แล้ว ก็อยู่ในมูลนิธิร่วมกตัญญูที่ผมทำงานอยู่ด้วย ก็เลยติดต่อน้องมะนาวมาเล่น น้องเค้าก็โอเค เพราะชอบที่จะเล่นหนังพีเรียดอย่างงี้อยู่แล้ว แล้วอีกอย่างเค้าก็มีเบสิคในการเตะต่อยฟันดาบ รวมถึงไปเรียนเพิ่มเติมที่ค่ายบัวขาวด้วยเหมือนกัน ก่อนถ่ายทำก็ไปซ้อมอยู่ประมาณเป็นเดือน

ตัวร้ายชื่อ “เชิด” ก็ได้ “วุฒิ-นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์” ลูกศิษย์พี่พันนามาเล่น นั่นคือมาทางบู๊อยู่แล้ว เค้ามีความเป็นไทย มีการแอคชั่นได้ดีมาก น้องวุฒินี่ถือว่าเจาะจงเลือกเค้าเลย ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ได้มาแล้วคุ้มค่ามากในเรื่องแอคชั่น ฝากความประทับใจไว้ในเรื่องนี้มาก เรื่องคิวบู๊เค้าแม่นมากอยู่แล้ว

แล้วก็ยังมี “วิทย์ ภูธฤทธิ์” นักแสดงร่างใหญ่ หุ่นสวย รูปร่างสวย ก็เป็นนักแสดงที่รับผิดชอบงาน แล้วก็มี “คุณเงาะ กชกร” ก็ไม่ต้องพูดถึง มีฝีมือทางการแสดง เราสั่งให้ทำอะไร หรือให้บทอะไรไปก็ออกมาเป็นมืออาชีพ เราไม่ต้องไปกำกับอะไรเค้ามากเลย ปล่อยเค้าเล่นโอเคเลย

แล้วก็น้อง “ปุยฝ้าย ชุติรดา” ก็ผ่านงานแสดงของผมมาแล้วเรื่องสองเรื่อง ก็ถือว่าไม่หนักใจ ก็เล่นได้น่ารัก กับน้อง “ภูมิ วรรณภูมิ” ที่เล่นเป็นบุญเกิด ก็เป็นนักแสดงน้องใหม่ แต่ว่าฝีไม้ลายมือก็ถือว่าผ่าน

นักแสดงในหนังของผมแต่ละเรื่องที่ผมทำมาเนี่ย ผมไม่เคยหนักใจเรื่องนักแสดง ผมรู้ว่าสิ่งหนึ่งเค้าคงทำการบ้านมาแล้วว่าจะรับบทไหนอะไรยังไง ทีมนักแสดงเราก็โชคดีนะครับที่ได้นักแสดงที่เคยผ่านงานมาแล้ว อาจจะมีนักมวยบางคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อน แต่เป็นนักมวย เราก็ไม่ได้ให้เค้าพูดอะไรมากมาย มาเตะต่อยเรื่องมวยมากกว่า เราก็ถือว่าผ่าน ทุกคนก็จริงจังและรับผิดชอบในการทำงาน กลมเกลียว รักใคร่ สามัคคี เอาเป็นว่าเรื่องนี้มันลงตัวด้วยนักแสดง ด้วยอะไรต่างๆ ทำมาเพื่อบัวขาว แล้วก็เพื่อนายทองดีฟันขาว หนังเรื่องนี้จึงเพอร์เฟคต์ทุกอย่างครับ

ได้ “ปื๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล” ผู้กำกับรุ่นเก๋ามาช่วยในเรื่องนี้ด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟอร์มยักษ์ที่สุดที่ผมทำหนังมา ถือว่าเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจมาก เพราะผมผ่านหนังบู๊มาตั้งแต่ปี 2525 ก็ 30 กว่าปี ซึ่งก็ไม่เคยได้ทำหนังฟอร์มนี้มาก่อน แล้วก็ไม่เคยใช้ความรู้ที่ตัวเองเล่นหนังบู๊หนังแอคชั่นต่างๆ ทำแต่หนังเด็กโน่นนั่นนี่ จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าคลำทางถูกแล้วครับ คือต้องมาด้านที่เราถนัดก็คือหนังบู๊แอคชั่นอย่าง “ทองดีฟันขาว” ที่ฟอร์มยักษ์ที่สุดเท่าที่ผมทำหนังมา ซึ่งอีกคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “พี่ปื๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล” มาเป็นโปรดิวเซอร์และผู้ช่วยผู้กำกับให้ผม เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ผมเรียกตัวพี่ปื๊ดเข้ามาช่วยเพราะเราเคยร่วมงานกันในเรื่อง “บางระจัน” ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งที่พี่ปื๊ดถนัดก็คือหนังประเภทอย่างนี้ ผมเองก็ยังไม่มีประสบการณ์ด้านหนังแนวนึ้ ก็ได้พี่ปี๊ดมาช่วยก็ถือว่าเป็นอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่เหนื่อยมาก ถ้าผมคนเดียวอาจจะเหนื่อยมาก ก็ขอบคุณทางพี่ปื๊ดที่มาร่วมทำให้ฝันผมเป็นจริง ได้ร่วมงานกันก็ยังประทับใจเหมือนที่เคยกำกับผมมา

 การเวิร์กช็อปการแสดงเป็นยังไงบ้าง

ก็มากครับ เพราะเท่าที่ผมดูหนังที่บัวขาวเล่นผ่านๆ มา ก็ยอมรับว่าหนักใจมาก เรื่องการพูด เรื่องแอคติ้ง ก็ค่อนข้างที่จะหนักใจ ก็ต้องเรียกเค้ามาเวิร์กช็อป เรียกเค้ามาลองแอคติ้งดู ก็ติดนิดเดียวเรื่องคำพูดของเค้า นักมวยเนี่ย ทุกคนเวลาพูดเนี่ย จะคิดช้า จะพูดช้า จะลิ้นคับปากนิดนึง แล้วเค้าเป็นคนอีสาน เวลาพูดภาษากลางแล้วมันจะไม่ชัด มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เค้าต้องไปฝึกไปเรียน ซึ่งเค้าก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เค้าก็ไปเรียนไปทำอะไรต่างๆ มา จนกระทั่งจากที่ถ่ายทำไปวันแรก เราก็คิดว่าเสียงบัวขาวนี่ต้องพากย์แน่ๆ เลย ต้องเอาคนเก่งๆ มาพากย์ ผมก็เรียกเค้ามาคุย ถ้าบัวขาวพูดอย่างงี้ ผมต้องพากย์เสียงบัวขาวนะ เค้าบอกไม่เป็นไรๆ รอดูคราวหน้า พอเค้ามาอีกทีเนี่ย ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ผมบอกเค้าไป กลายเป็นว่าเค้าพูดชัดเจนจาก 50% ชัดขึ้นมาถึง 80% แล้วก็พัฒนาการจนมีลูกเล่น มีแก็ก จนเราคิดว่าไม่ต้องพากย์เค้าแล้ว อะไรที่ถ่ายมาแล้วก็ให้เค้าไปพากย์ซ่อมเอา ก็รู้สึกว่าเค้าค่อนข้างมีพัฒนาการสูงมาก อะไรที่ผมบอกว่าเป็นจุดอ่อนเค้า เค้าก็พยายามทำตรงนั้นให้พัฒนามากขึ้น เหมือนกันเวลาเค้าต่อยมวยแล้วแพ้ใครซักคน เค้าก็จะต้องไปศึกษาเทปเก่าๆ เค้าแพ้เพราะอะไร เค้าก็ไปทำในสิ่งที่เค้าไม่มีมา ก็เหมือนที่เราติเค้าเรื่องพูด เค้าก็ไปปรับปรุงแก้ไขมาจนเราโอเคพอใจได้ ถือว่าบัวขาวมีความตั้งใจในการทำงานสูงมากครับ

 การวางแผนถ่ายทำฉากแอคชั่น

ส่วนฉากแอคชั่นนี่ ผมไม่ห่วงบัวขาวเค้าเลยนะ ผมรู้ว่าเค้ามีพื้นฐานอยู่แล้วในการเตะในการต่อย แต่เมื่อมาเข้าฉากหนังแล้วเนี่ย มันไม่ได้เตะต่อยจริงอย่างที่เค้าเป็น เพราะฉะนั้นผมก็ได้ทีมสตั๊นต์พี่พันนามาช่วยดูแลตรงนี้ให้ ก็ได้มาสอนบัวขาวในการเตะต่อย ในการยั้งว่าเป็นอย่างไร ทำให้เรารู้สึกว่าเค้าพัฒนาขึ้นมา ฉะนั้นฉากแอคชั่นฉากบู๊ต่างๆ จะเห็นเลยว่าเค้าทำได้ดีมาก มันจะมีมวยข้างถนน คือมวยที่จะต่อยกันตรงไหนก็ได้ มีการพนันกันแล้วก็ต่อยกันตรงนั้นเลย ต่อยกันในเล้าหมู ต่อยกันในน้ำ มันจะเป็นมวยดิบๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้เค้าสามารถทำได้ดีมาก แล้วคนที่ต่อยกับบัวขาวจะเป็นนักมวยด้วย ก็จะต่อยกันปั้กๆ อัดกันเหมือนต่อยมวยกันจริงๆ ผมต้องการมวยอย่างนี้ ผมไม่ต้องการมวยเป็นคิว แต่ถ้ามีฉากต้องโชว์มันก็ต้องเซฟบ้าง แต่ถ้าเป็นมวยข้างถนนอย่างที่บอก ก็จะให้ต่อยกันจริงๆ เหมือนเป็นนักมวย เหมือนคู่ต่อสู้กันเลย อัดกันจริงๆ แล้วก็ถ่ายกันเลย ออกมาก็เหมือนจริงมาก ถ้าคุณชอบมวยไทย ชอบแม่ไม้มวยไทยอะไรก็แล้วแต่ คุณดูหนังเรื่องนี้ได้เลย จะเห็นแม่ไม้มวยไทยแต่ละท่า การไหว้ครูสวยๆ ของบัวขาว จะได้เห็นทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ครับ

 โลเคชั่นการถ่ายทำและความยิ่งใหญ่ของแต่ละฉาก

โลเคชั่นในการถ่ายทำ ผมก็จะเป็นคนเลือกเอง ไปกับพี่ปื๊ดบ้าง ไปกับทีมงาน ตากล้องอะไรบ้าง ไปดูว่าแต่ละซีนมีตรงไหนประทับใจ มีตรงไหนที่จะสร้างเนรมิตขึ้นมาได้ แต่โดยมากแล้วก็จะมีที่กาญจนบุรี, นครปฐม, นครนายก เป็นโลเคชั่นหลักๆ บางครั้งสถานที่ถ่ายทำในสมัยนี้มันก็หายากนิดนึงถ้าไม่ใช่ในโรงถ่าย ถ้าไม่ใช่เซ็ตขึ้นมา เพราะว่าเราจะหลีกพวกเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้ามันก็ลำบาก เราก็พยายามที่จะเข้าไปให้ลึกที่สุด เท่าที่เราจะสามารถทำงานได้ แต่บางฉากเราก็เนรมิตขึ้นมาสร้างขึ้นมาด้วยความยิ่งใหญ่และความประทับใจในหลายๆ ฉาก เช่น

“ฉากหมู่บ้านท่าเสา” เนี่ยเราจะสร้างขึ้นที่ริมแม่น้ำแคว คือเราเช่าพื้นที่เค้ามาเป็นปี เราสร้างหมู่บ้านขึ้นจริงแบบที่ชาวบ้านสมัยก่อนอยู่กันโดยใช้เรือเป็นพาหนะ แล้วก็มีม้า มีวัวควาย ซึ่งเราทำขึ้นมา กว่าจะเซ็ตฉากให้เสร็จก็ตกประมาณ 3-4 เดือน แล้วก็ปล่อยให้ต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นเองโดยธรรมชาติ ปกติเซ็ตฉากเอาต้นกล้วยมาตั้งมาอะไร มันไม่ใช่ เราปลูกแล้วปล่อยไว้เลยให้มันขึ้นเองโดยธรรมชาติ แล้วออกมาในหนังมันจะเหมือนกับหมู่บ้านที่แบบธรรมชาติมากๆ จะไม่รู้เลยว่านี่คือการเซ็ตฉาก นี่คือเหมือนธรรมชาติจริงๆหรืออย่าง “ฉากโคลอสเซียม” ที่มีการประลองมวยต่อหน้าพระที่นั่งของพระเจ้าตากเนี่ย เราก็จินตนาการส่วนหนึ่ง แล้วก็ดูรีเสิร์ชด้วยอีกส่วนหนึ่ง ถ้าดูในหนังจะเห็นว่านี่เป็นฉากที่สวยมาก แล้วติดกับภูเขาเมืองกาญจน์ทั้งลูก สวยมากๆ แต่ละฉากแต่ละที่ก็จะมีความอลังการและก็ความแปลกใหม่ของหนังไทยครับ

ฉากใหญ่ไฮไลต์ในเรื่อง

ฉากแรกคือ “ฉากเรียนมวยที่บ้านครูเที่ยง” เป็นอะไรที่ทองดีใฝ่ฝันอยากมีครูมวย อยากจะมีท่ามวยสวยๆ อยากจะมีการไหว้ครูที่ดีๆ ด้วยการไหว้ครูเนี่ย บัวขาวก็เคยได้แชมป์ประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมบอกเค้า บัวขาวคุณไม่ต้องเก่ง คุณเอาสะเปะสะปะมาก่อน แล้วคุณก็ค่อยเรียนไป แล้วก็จะเก่งขึ้นมาเอง เพราะในหนังจะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เก่งมาเลย แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ผมไม่ห่วงเรื่องไหว้ครูเรื่องอะไรเลย แล้วท่ามวยบัวขาวก็ได้ทุกท่า จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เพราะในหนังเนี่ย บางทีเราเอานักแสดงที่ดังๆ มาก็ต้องไปเรียนอีกกว่าจะถึงขนาดนี้ได้ แต่บัวขาวเค้าเป็นมาทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจะเห็นในหนังเลยว่าทุกท่าที่เค้าทำเนี่ยมันน่าประทับใจมาก

ในฉากนี้เราไปเซ็ตฉากถ่ายกันที่กาญจนบุรี บัวขาวจะต้องมีฉากแอคชั่นโดนม้าลากด้วย ตรงนี้มันเป็นความลูกผู้ชาย ศัตรูมาล่าคนๆ เดียวคือทองดี แต่เค้าคิดแล้วว่า ทุกคนจะเดือดร้อนเพราะคนเดียวไม่ได้ ถ้าเค้าไม่ไป ทั้งหมู่บ้านก็จะแหลกลาญหมดเพราะเค้า เค้าจึงยอมให้จับตัวเค้าไปคนเดียวด้วยการลากม้าไป แต่ด้วยความที่ทหารร้ายไม่รักษาคำพูด จับเค้าไปแล้วยังจะมาเผาบ้านอีก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เคยพูดตกลงกันไว้ เค้าก็เลยต้องสู้เอาคืนเพื่อช่วยคนในหมู่บ้านนี้

ฉากนี้ก็ถ่ายทำกันวุ่นวายนิดนึง เพราะมีเอ็กซ์ตร้าอยู่ประมาณ 200-300 คน แล้วเป็นฉากใหญ่ที่สร้างขึ้นมา และเราต้องเผา ผมเองก็ต้องลงมือถ่ายทำด้วย กล้องผมมีตัวนึง แล้วกล้องอีกสองตัวก็ถ่าย ผมเองก็ต้องดูมอนิเตอร์ด้วย วิ่งไปดับไฟด้วย ต้องไปฉีดน้ำด้วย คือสารพัดต้องทำ เพราะว่าทุกครั้งที่ทำหนังมาผมจะเป็นคนอย่างนี้ บางทีก็วิ่งสโม้กเองด้วย เพราะบางทีดูมอนิเตอร์แล้วตะโกนบอกเด็กไป เค้าอาจไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นยังไง เราก็เลยต้องลงมือทำเองตลอด มันก็ถือว่าวุ่นวายแต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ทุกอย่างดีหมดตรงนั้น แม้ว่าจะต้องเผาแล้วต้องดับ เผาแล้วต้องดับ หรือจะเป็นการเอาม้ามาลากบัวขาว แต่บัวขาวก็สู้ ถอดเสื้อแล้วโดนลากไปไกลพอดู แล้วคนที่เล่นกับบัวขาวทุกคนก็ทุ่มเท ยอมเจ็บ แล้วก็เต็มที่กับตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นฉากที่น่าดูอีกฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้

ฉากใหญ่ลานประลองเปรียบมวย

ฉากเปรียบมวยที่ลานประลองนี้เป็นไอเดียของผมและพี่ปื๊ด การประลองมวยมันเป็นลานกว้างๆ แล้วจะมีคนมาดู มีชาวบ้านมาดู มีพระเจ้าตากนั่งอยู่ข้างบน ประทับดูพวกที่เปรียบมวยกัน วันนั้นก็เป็นวันที่เราทำงานกันแต่เช้าตีห้า นัดกองนัดเอ็กซ์ตร้ามาพร้อม กว่าจะแต่งหน้าทำผมทาฟันดำ ล่อไปเที่ยงกว่าจะได้ถ่าย เพราะว่าพอคนเยอะแล้วเนี่ย มันก็ทำให้ทุกอย่างมันช้าลง เราก็โอเค ทำใจไป นั่งรอจนกว่าจะเสร็จ พอเสร็จแล้ว ถ่ายทำแล้ว มันเป็นฉากที่สวยงานมาก ฉากนี้มีเครนมา ฮ็อตเฮดมาเลื้อยล้วง มีกล้องสเตดิแคม คือรู้สึกว่ามันเป็นฉากที่ต้องโชว์อะ มันเป็นอะไรที่ต้องเห็นในหนังเรื่องนี้แล้วจะรู้ว่าสวย พอหลายคนไปดูหน้ามอนิเตอร์แล้วก็บอกว่าออกมาสวยกว่ามองตาเปล่า เพราะมุมกล้องถ่ายออกมาดีมาก เยี่ยมมากเลย ต้องไปดูฉากนี้ด้วย

ความพิเศษของแอคชั่นในฉากนี้ มันเป็นการประลองมวยที่หลายๆ คนไม่ว่าใครก็ตามที่มาประลองเนี่ย ก็คือหวังว่าตัวเองจะเข้าตาของพระเจ้าตาก แล้วพระเจ้าตากจะได้เลือกให้ไปอยู่ด้วย ณ วันนั้นเราก็มีทั้งนักมวยจริง แล้วก็คนที่สอนคิวบู๊ แล้วก็เอฟเฟกต์ต่างๆ เข้ามา ฉากนั้นก็จะมีการพลิกผันของตัวละครบางตัวด้วย ต้องไปดูกันในหนังเอง ส่วนฉากบู๊ในหนังเนี่ยมันเป็นท่าที่สวยงามมาก เพราะต้องโชว์กันเต็มที่ แล้วทหารเอกของพระเจ้าตากที่มาประลองกับบัวขาวก็เป็นนักมวย นักกล้ามที่สวยมาก ต้องดูครับ เพราะว่ามันมีอะไรที่มันอธิบายยากทั้งคิวบู๊ ทั้งการถ่ายทำ และก็สถานที่ ที่มันลงตัวไปหมดเลย       

 ฉากแอคชั่นบนหลังม้า

บัวขาวบอกไม่เคยขี่ม้า ผมบอกว่าถ้าบัวขาวไปฝึกซ้อมม้าซักสองอาทิตย์ บัวขาวต้องเก่ง / โอ้ย ผมขี่สองวันก็เก่งแล้ว / เค้าคุยไง ผมก็เออๆ ให้บัวขาวไปซ้อมขี่ม้า เค้าไปวันเดียวแล้วทีมงานก็ส่งคลิปมาให้ผมดู เฮ้ย บัวขาวควบม้าแบบ โหย นี่ไม่เคยขี่ม้ามาก่อนนะ เออ เค้ามีพรสวรรค์ด้านนี้ ผมก็ว่า ถ้าบัวขาวทำท่าเชิดม้าได้นะ จะสวยมากเลย / ทำไมผมจะทำไม่ได้อ่ะ หน้ากวนๆ ของเค้า เออ…พอให้ลองทำดูก็ทำได้ บัวขาวกำลังยกม้าขึ้น แล้วบัวขาวแอคชั่นเท่มาก นี่คือสิ่งที่ผมงงมาก เค้าไม่เคยขี่ม้าอะไรมาก่อน แต่เค้าสามารถทำได้ในเวลาอันสั้น คืออย่างอื่นเค้าก็ทำได้เหมือนกัน คือไม่ได้แค่ขี่ม้า แต่ต้องแอคชั่นบนหลังม้าด้วย อย่างควบๆ มา แล้วต้องบังคับให้ม้ามันล้มตีลังกา แล้วคนต้องกระเด็นออกจากหลังม้า มันเป็นช็อตเดียวยาวเลย ไม่มีการตัดต่อ แล้วคุณจะทึ่งว่าเค้าทำได้ แล้วคนเล่นก็เล่นซะเหมือนเลย กลิ้งออกมาจากหลังม้า โอ้โห สวยเลย

ฉากโรงงิ้ว

ฉากโรงงิ้วที่นครนายกจะเป็นฉากที่ทองดีพยายามที่จะไปเรียนรู้มวยจีนที่เข้ามาในสมัยนั้น มีคนบอกว่าถ้าจะเก่งทุกอย่าง มันจะต้องเรียนรู้ไปทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย มวยจีน หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วบัวขาวก็เร่ร่อนจนมาถึงตลาดหนึ่งก็ได้เห็นโรงงิ้วตั้งอยู่ ก็เลยไปดูงิ้วคืนนั้น แล้วงิ้วคืนนั้นก็จะมีตีลังกา มีการต่อสู้ ทั้งทวน ดาบ หอก แล้วก็ตีลังกาหลบไปหลบมา ทองดีก็เกิดความรู้สึกทึ่งว่าเค้าตีลังกากันได้ยังไง เพราะมวยไทยไม่มีตีลังกา มีแต่เตะต่อย ก็ดูมันสามวันสามคืนเลย แล้วก็ไปขอเป็นลูกศิษย์ เพื่อที่จะได้เล่นงิ้วเพื่อจะได้มีวิชาเกี่ยวกับมวยจีน เราก็เอางิ้วของจริงมาเล่นในฉากนี้เลย ไปดูนะครับว่าคนอย่างบัวขาวแต่งงิ้ว และเล่นงิ้วแล้วจะเป็นยังไง

ไม่ใช่แค่ฉากแอคชั่นต่อสู้ ฉากพลอดรักกุ๊กกิ๊กก็มา ฉากดราม่าก็มีเหมือนกัน

ใช่ครับ เราถ่ายกันวันแรกเลย เราก็หนักใจมาก อย่างน้องมะนาวเค้าเป็นนักแสดงอยู่แล้วก็ไว้ใจได้ แต่พี่บัวขาวเนี่ย วันแรกที่เข้าฉากเลย ก็อย่างที่รู้ นักมวยมาเล่นฉากกุ๊กกิ๊ก กรุ้มกริ่ม จีบผู้หญิง เพราะคำพูดมันต้องอ่อนหวาน แต่เค้าเป็นนักมวยก็จะพูดแบบทื่อๆ ไป เราก็พยายาม ก็หลายเทกมาก กว่าจะได้อารมณ์บัวขาวออกมา แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยการที่เราพยายามอธิบายให้เค้าเข้าใจ หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเฉพาะต่อสู้ มีทั้งดราม่าว่าทำไมทองดีถึงพลัดพรากจากพ่อแม่ มันก็จะเป็นอารมณ์นิดนึงเพราะอะไรยังไง แล้วก็ฉากตลกสนุกสนานของบัวขาวก็จะมีอยู่ในเรื่องด้วย ก็จะครบรสนะครับ มันจะเป็นอะไรที่ถ้าทุกคนไปดูหนังเรื่องนี้แล้วจะทึ่งว่า นี่เหรอบัวขาว ที่เราเห็นแบบหน้าเข้มขรึม เป็นนักมวยเอาแต่เตะต่อย จะเล่นอย่างงี้ได้ด้วย 

เรื่องนี้เป็นหนังสเกลใหญ่ที่สุดตั้งแต่กำกับมา มีความยาก-ง่ายในการกำกับครั้งนี้อย่างไรบ้าง

ยากครับ ในแง่การกำกับก็ค่อนข้างยากนิดนึง อย่างที่บอก เราได้บัวขาวมาแรกๆ ก็หนักใจเกี่ยวกับเรื่องแอคติ้ง เรื่องเสียง สุดท้ายเราก็รู้สึกสบายใจและดีใจที่ได้เค้ามา เพราะเค้ามีพัฒนาการที่ดี แล้วกองเราก็เป็นกองใหญ่ก็ต้องเหนื่อยฮะ แต่ผมก็ได้พี่ปื๊ดมาช่วยดูแลในเรื่องบท เรื่องอะไรต่างๆ ก็มาช่วยแบ่งเบาได้เยอะ เราก็รู้สึกว่าเรามีไอเดียคล้ายๆ กัน ตรงกัน ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ถ้าอันไหนเห็นตรงกันก็โอเค อีกอย่างคือเรื่องนี้เป็นหนังพีเรียดเราก็ต้องระวังเรื่องคำพูด มันจะต้องเป็นสมัยโบราณนิดนึง แล้วก็เรื่องการแต่งตัว การอ้างอิงเรื่องประวัติศาสตร์ สถานที่ต่างๆ มวยค่ายต่างๆ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องระวังเรื่องตรงนี้ด้วย

คาดหวังต่อหนังเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

หนังทุกเรื่องที่ผมทำ ผมคาดหวังหมดทุกเรื่องนะครับ เพราะสิ่งที่ผมทำผมรู้เลยว่ามันเป็นอะไรที่เราชอบ แต่เราก็ไม่ได้วัดใจคนดูว่าเค้าจะชอบแบบเรามั้ย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทำออกมาทุกเรื่องเนี่ย ผมทำด้วยใจจริงๆ ทำด้วยความตั้งใจจริง ไม่เคยดูถูกคนดู หนังจะสนุกหรือไม่สนุกอะไรก็แล้วแต่ มันก็อยู่ที่คนดูจะตัดสินว่าหนังจะดีหรือไม่ดี แต่เชื่อเถอะว่า หลายๆ เรื่องที่ผ่านมา ถ้าเข้าไปดูหนังผมแล้วเนี่ย มันจะได้แง่คิด มันจะได้สิ่งโน้นสิ่งนี้กลับไปแน่นอน

ความพิเศษที่เราจะได้เห็นจากบัวขาว

ความพิเศษก็คือว่าถ้าเกิดคุณรู้จักบัวขาวที่เห็นทั่วๆ ไป ผมว่านั่นคือเห็นแค่นั้น แต่ถ้าคุณมาดูในหนังคุณจะรู้เลยว่า บัวขาวมีมากกว่าที่คุณได้เห็นอีก เพราะฉะนั้นหลายๆ ครั้งที่ผมได้เห็นบัวขาวในยูทูบหรือในอะไรก็ดีนะครับ การพูดของเค้าเนี่ยมันก็เหมือนนักมวยพูด แต่ถ้ามาดูหนังคุณจะบอกว่า เฮ้ย…นี่บัวขาวเหรอ มันมีอะไรที่แบบเค้าสามารถพัฒนาในการเป็นนักมวยแล้วมาเป็นนักแสดงเนี่ย เค้าสามารถพัฒนาได้เร็วมาก คุณจะไม่ติดขัดเลยว่า เค้าเป็นนักมวยมาก่อน เคยชกจริงๆ มาก่อน เค้าจะเหมือนนักแสดงแบบที่เคยเล่นหนังมาสิบยี่สิบเรื่องเลย ความพิเศษของบัวขาวจะได้เห็นมากมายเลยในหนังเรื่องนี้เลย คือถ้าใครเคยเห็นบัวขาวชกมวยในทีวี ลุ้นว่าบัวขาวจะชนะมั้ย จะแพ้มั้ย ทุกยกที่เราลุ้นไปด้วยจะหัวใจวายไปด้วย ในสิ่งที่เค้าชกอาจจะแค่ 3 ยก หรือ 5 ยก แต่นี่หนังทั้งเรื่อง คุณจะเห็นเลยว่าบัวขาวเดินเรื่องทั้งเรื่อง เว้นไปอย่างมากสิบนาทีต่อยอีกละ ห้านาทีต่อยอีกละ แต่ละฉากแต่ละคนทำให้เราลุ้นไปด้วยว่า เค้าจะชนะหรือแพ้ แล้วก็มีพัฒนาการในการต่อสู้อย่างลูกผู้ชาย สู้กันตัวต่อตัวลูกผู้ชาย เพราะฉะนั้นถ้าใครเป็นแฟนของบัวขาว ผมว่าคุณไม่ควรพลาดเรื่องนี้เลยนะครับ ถือว่าบัวขาวทำให้เราประทับใจในเรื่อง “ทองดีฟันขาว” แน่นอนครับ

ภาพรวมความโดดเด่นและน่าสนใจของเรื่องนี้จนเป็นหนังไทยที่ไม่ควรพลาดชม

หนัง “ทองดีฟันขาว” เรื่องนี้ไม่เหมือนหนังที่ผมเคยทำผ่านๆ มา เรื่องนี้เป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ เกี่ยวข้องกับความเป็นไทย มันมีเอกลักษณ์ของไทย มีแม่ไม้มวยไทยในการต่อสู้อย่างลูกผู้ชาย มีการไหว้ครู มีประวัติของพระยาพิชัยดาบหัก หนังเรื่องนี้ผมว่า หนึ่งถ้าใครชอบมวย คุณไปดูหนังเรื่องนี้คุณจะได้แม่ไม้มวยไทยอะไรเยอะแยะมากมาย อีกเรื่องใครชอบเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ก็คงจะได้ประวัติของนายทองดีหรือพระยาพิชัยดาบหักมาแบบล้วนๆ นอกเหนือจากนั้นคุณก็จะได้ความสนุกสนาน ความบันเทิงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ และได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ จาก “บัวขาว บัญชาเมฆ” ไปด้วย และก็ยังมีข้อคิดมากมาย ความกตัญญู ความรู้คุณแผ่นดิน ถ้าคุณเปรียบเหมือนน้ำเต็มแก้วเมื่อไหร่ คุณก็ไม่ได้อะไรกลับไปเลย แต่ถ้าคุณทำตัวเหมือนน้ำครึ่งแก้ว พยายามเติมสิ่งต่างๆ ที่คุณไม่มี เอาเข้ามา คุณอย่าไปคิดว่าคุณเก่งแล้ว คุณไม่รับอะไรแล้ว ไม่งั้นคุณก็จะค่อยๆ ถอยไปๆ มันมีแง่คิดอะไรหลายอย่างอยู่ในหนังเรื่องนี้เยอะแยะมากมายครับ  

 

เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว” เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว” เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว” เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว”
เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว” เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว” เปิดหมดเปลือก กับ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดึง “บัวขาว” ลงจอเงินครั้งแรกใน “ทองดีฟันขาว”

แสดงความคิดเห็น