หนุ่มอุดรโชว์ของ “รอยสักเสือเผ่น” หลังโดนยิงเข้าที่ท้องแต่กระสุนไม่ระคายผิว

กระสุนอ่อนแรง หรือสักของขลังบนตัว! หนุ่มอุดรธานี ถูกอริลั่นปืนยิงใส่หน้าท้อง ปาฏิหาริย์กระสุนไม่ระคายผิว คุยโว เพราะสักเสือเผ่นไว้ตรงหน้า ด้านตำรวจวิเคราะห์ อาวุธปืนที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ทำกระสุนอ่อนแรง ยิงไม่เข้า

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 27 มกราคม พ.ต.ท.นัทธกานต์ วรรณพันธุ์ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าร้านขายของชำ บ้านม่วง หมู่ 2 ซอยบ้านม่วง 8 เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุ พบ นายศักดิ์ศิลป์ ขาวดี อายุ 37 ปี ชาว อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด บริเวณหน้าท้อง แต่กลับไม่ระคายผิว และไม่ได้รับบาดเจ็บ โดยพบปลอกกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 1 ปลอก ตกอยู่ที่เกิดเหตุ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นายศักดิ์ศิลป์ ให้การอ้างว่า ทำงานอยู่ห้างฯแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี และเช่าบ้านอยู่ในซอยนี้ ก่อนเกิดเหตุ ตนเดินมาซื้อของที่ร้านขายของชำ พบนายพายุ กลิ่นบัวแก้ว อายุ 32 ปี ชาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเคยทำงานด้วยกันที่ห้างแมคโคร สาขาอุดรธานี และเป็นคู่อริกัน เพราะยืมเงินแล้วไม่ยอมคืน ก่อนที่นายพายุ จะลาออกจากงาน และไม่พบกันอีก จนวันนี้พบกัน จึงได้เข้าไปทวงเงิน แต่กลับถูกนายพายุ ชักปืนออกมายิงใส่ 1 นัด ถูกบริเวณหน้าท้อง แต่กระสุนกลับไม่ระคายผิว ก่อนที่นายพายุ จะขี่รถจักรยานยนต์ ไม่ทราบสี ยี่ห้อ และทะเบียนหลบหนีไป จนผู้ที่เห็นเหตุการณ์โทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

นายศักดิ์ศิลป์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกระสุนปืน ที่กระทบกับตัวแล้วไม่รู้สึกระคายผิวนั้น ตนไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร เพราะตนไม่ได้สวมพระเครื่อง มีแต่บริเวณหน้าอกสักเสือเผ่น ซึ่งเชื่อว่าหนังเหนียว ส่วนแผ่นหลังสักยันต์ 8 ทิศ เพื่อคุ้มครองและแคล้วคลาด ไหล่ซ้ายสักจระเข้ ซึ่งเชื่อว่าหนังเหนียว ผ่อนหนักเป็นเบา และต้นคอสักเก้ายอด พุดซ้อน เพื่อเมตตามหานิยม ซึ่งตนสักมานานแล้ว และแคล้วคลาดมาโดยตลอด

ด้าน พ.ต.ท.นัทธกานต์ วรรณพันธ์ สารวัตรสอบสวน คาดว่า อาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้บาดเจ็บ ถูกบริเวณหน้าท้องแต่กระสุนไม่ระคายผิวนั้น น่าจะเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ไม่ใช่อาวุธปืนมาตรฐาน หรือกระสุนกับปืนไม่ใช่รุ่นเดียวกัน ทำให้กระสุนส่งออกมาไม่ครบรอบ และอ่อนแรง ซึ่งจะได้ติดตามนายพายุมาสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป

ที่มา – ไทยรัฐ

แสดงความคิดเห็น