เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

ปัญหาการเหยียดผิวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในยุโรปหรืออเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาที่มีอยู่มานานในประเทศไทย ที่เราทุกคนคุ้นชินกับค่านิยมการมีผิวสีขาวคือเป็นคนดี สะอาด ดูน่าเชื่อถือ ในขณะที่ผิวคล้ำหรือเข้ม คือสกปรก เป็นชนชั้นล่าง ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบแต่กับคนไทยด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชาวต่างชาติผิวสีที่เข้ามาทำงานในไทยด้วย เช่นเรื่องราวของ Kris Wya ครูสาวผิวสีชาวอเมริกันที่เข้ามาสอนในประเทศไทย ที่เจอการเหยียดผิวจากคนไทยเช่นกัน

โดยเธอได้เขียนลงในบล็อกของเธอว่า

‘ฉันอธิษฐานทุกวัน ฉันขอว่า อย่าให้มีใครทำอะไรฉัน อย่าให้มีใครพยายามทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันต่ำกว่าคนอื่น ฉันอธิษฐานขอให้ฉันแสดงออกอย่างเหมาะสมในสถานการณ์อันยากลำบากที่อยู่ตรงหน้าฉัน แต่พระเจ้ายังทดลองฉันอยู่ อย่างที่คุณเห็น ฉันเป็นผู้หญิงผิวสี(น้ำตาล) ฉันรักผิวสีของฉัน แต่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์ของคนสีผิวแบบฉัน ถึงคนไทยส่วนมากแล้วจะมีผิวสีเข้ม แม้ว่าจะไม่ได้เข้มไปกว่าฉันก็ตาม การเหยียดผิวยังมีอยู่จริง

ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่ประเทศไทย ฉันถูกถามมากมายเกี่ยวกับสีผิวของฉัน และที่ๆฉันมา บ่อยครั้งที่พวกเขามักจะคิดว่า ฉันมาจากแอฟริกาและฉันต้องตอบอย่างสุภาพกลับไปว่า “ไม่ ฉันมาจากอเมริกา” มันไม่มีอะไรที่ผิดเกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นเหล่านั้น แต่ปัญหาของฉันเริ่มปรากฏขึ้นตอนฉันได้เริ่มทำงาน

โรงเรียนแรก

ฉันมีเพื่อนรักที่ชื่อ Tori และฉันได้เริ่มสอนวันแรกที่โรงเรียนหนึ่งในกรุงเทพฯ พนักงาน(และครู)ในโรงเรียนนั้นสังเกตุถึงความแตกต่าง(ระหว่างสีผิว /ผู้แปล) แต่ก็เป็นวัฒนธรรมของไทยที่จะเล่นมุขเพื่อให้ขำ เวลามีใครรู้สึกไม่สบายใจ เพื่อพยายามให้ทุกคนหัวเราะ โดยมีคนหนึ่งเริ่มต้นเยาะเย้ยสีผิวของพวกเรา เปรียบเทียบกับสีผิวของครูไทยผิวเข้มคนหนึ่งที่เขาแนะนำให้รู้จัก โดยเขาเรียกเธอว่า “หมาดำที่น่าเกลียด” เธอหัวเราะคิกคักและกอดไหล่ Tori พร้อมกับพูดว่า “ไม่ พวกเราสวยต่างหาก”

Tori ยิ้ม แต่ไม่หัวเราะ เธอเข้มแข็งกว่าฉันมากนัก ฉันก็ไม่หัวเราะ ไม่มองหน้า ฉันจ้องไปที่พื้นดินอย่างผิดหวัง

ฉันสอน 3-4 ห้องต่อวันกับครูลูกครึ่งไทย-อังกฤษ โดยทุกคนนั้นใจดีและสุภาพและช่วยฉันได้มากจริงๆ และมีครูผู้หญิงมีอายุในแผนกฉันคนหนึ่ง เธอไม่ใช่หัวหน้า แต่ด้วยรูปแบบการนับอาวุโสในแบบไทยๆนั้น ทำให้เธอดูมีอำนาจสุดในแผนก โดยสองวันต่อมา ครูบางคนเริ่มปฏิบัติต่อฉันแปลกออกไป เริ่มคุยกับฉันน้อยลง ยิ้มน้อยลง ฉันคิดว่ามันแปลกมาก เพราะในตอนแรกนั้น พวกเขาดูเฟรนด์ลี่มากๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก และเด็กนักเรียนก็ยอดเยี่ยมจริงๆ ฉันเลยไม่สนใจ แต่หัวหน้าครูคนนั้นบอกกับครูไทยว่า ผิวช็อคโกแลตน้ำตาลที่สวยงามของฉันนั้นมันดูแย่และน่าเกลียด และเธอก็โทรไปที่บริษัทต้นสังกัดของฉันและร้องเรียนว่า ทำไมไม่ส่งครูยุโรปมา

ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรต่อ ฉันจึงลาออกจากที่นั่น

โรงเรียนที่ 2

เรื่องมันยาวแต่ฉันจะเขียนสั้นๆ ฉันออกจากโรงเรียนนี้ก่อนจะได้เริ่มสอน เพราะบริษัทของฉันเสนอให้ฉันย้ายฉันไปโรงเรียนอื่น แต่ฉันตัดสินใจลาออกจากบริษัทนั้นเลย

โรงเรียนที่ 3

หัวหน้าครูสัมภาษณ์ฉันและถามฉันเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆของฉัน เธอน่ารักมาก แต่เธอปฏิบัติจะเซ็นสัญญาระยะยาวกับฉันจนกว่าจะเห็นฉันสอน เธอบอกฉันว่า เธอจะมาดูการสอนของฉัน แต่เธอก็ไม่เคยมา ฉันจะออก เพราะนั่นไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีเลย

โรงเรียนที่ 4

ฉันได้ไปสอนแทน Mark ราวหนึ่งสัปดาห์ หัวหน้าครูเดินมาหาฉันและถามว่าฉันเป็นใคร ฉันตอบว่า “โอ้ สวัสดีค่ะ ฉันเป็นครูที่มาสอนแทน Mark Reuben และจะอยู่นี่แค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ฉันชื่อ…” ฉันพูดยังไม่ทันจบ ผู้หญิงคนนั้นก็หันหลังเดินจากไป Mark เลยบอกให้ฉันกลับไปเลย(เพราะเขาก็รู้สึกแย่แทนฉัน) แต่ฉันตอบว่า ไม่ เพราะฉันต้องได้รับเงินค่าจ้างอันน้อยนิดของฉันก่อน

วันต่อมา Mark เข้าไปคุยกับครูคนนั้น ฉันไม่แน่ใจนักว่าเขาไปคุยอะไร แต่หลังจากนั้น ครูคนนั้นกลับปฏิบัติกับฉันดีมาก ขอบคุณจริงๆ Mark

โรงเรียนที่ 5

ผู้อำนวยการ(น่าจะหมายถึงผอ.ของบริษัทต้นสังกัด /ผู้แปล)ได้เสนองานให้ฉัน แต่ฉันตัดสินใจว่า ต่อไปนี้ฉันจะไม่รับงานใดๆจนกว่าจะส่งรูปถ่ายพร้อมกับรีซูเม่ของฉัน ฉันไม่ต้องการตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าอึดอัดเวลาที่ทุกคนเซอร์ไพรซ์ตอนฉันปรากฏตัว ฉันถูกสัมภาษณ์จากผู้หญิงคนหนึ่งที่ภาษาอังกฤษดีมาก เธอพาฉันเข้าไปในห้องแล้วพูดว่า “ฉันขอพูดตรงๆกับเธอเลยนะ ฉันไม่มีปัญหาอะไร แต่ครอบครัวของฉันในโรงเรียน(ที่เป็นเจ้าของโรงเรียน)นั้นจะรู้สึกไม่โอเคกับสีผิวของคุณ  คุณเป็นคนผิวดำและพวกเขาจะคิดว่าคุณไม่ใช่ Native English (หมายถึงคนที่พูดอังกฤษตั้งแต่เกิด ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก /ผู้แปล)”

ฉันตอบว่า ฉันเข้าใจ หลังจากนั้นเธอก็ถามคำถามทั่วๆไป ฉันบอกเธอว่า ฉันมีประสบการณ์การสอนมา 5 ปี ฉันจบปริญญาด้านการสอนและกำลังทำปริญญาเอกอยู่ ซึ่งฉันจะจบปริญญาเอกด้านการสอนตอนอายุ 30 ปี เธอจึงถามฉันว่า “โอเค คุณทำอะไรได้บ้าง มีแผนการสอนมั้ย เป็นครูที่ดีได้หรือเปล่า..?”

ฉันมีหลายชื่อมาก แต่ไม่มีใครเคยเรียกฉันว่าโง่ ทำไมฉันจะไม่ทำแผนการสอนหละ? ฉันเคยสอนในเกาหลีใต้เป็นปี ฉันสอนในรัฐเวอร์จิเนียและได้รับการเลื่อนเป็นหัวหน้าครูภายในเดือนเดียว ฉันเคยสอนในวอชิงตัน ดีซีมา 3 ปีในโรงเรียน DC Public Charter Schools แต่เธอถามราวกับว่า เธอไม่ได้ดู Resume ของฉันเลย ฉันส่งอีเมล์ให้เธอแล้วและยังถ่ายเอกสารสำเนาให้อีกฉบับ มันเป็นเพราะฉันผิวดำเหรอ ฉันถึงไม่น่าจะทำแผนการสอนได้? หรือเพราะสีผิวของฉันห้ามฉันทำแผนการสอน? คุณคิดว่าฉันทำบทเรียนไม่ได้เลยเหรอ..?

ทั้งหมดนั้น หลังจากที่จบการสัมภาษณ์ เธอบอกว่า “ฉันไม่แน่ใจว่าจะสามารถจ้างคุณได้มั้ย เราต้องดูวิธีที่คุณสอนก่อน”

โปรดเข้าใจด้วยว่า​ ฉันเข้าใจดีว่าการสอนนั้นเป็นอย่างไรหรือจะดูวิธีการสอนของฉันก่อนก็ได้ แต่ทำไมครูผู้หญิงชาวอังกฤษผิวขาวสองคนมาสมัคร เธอกลับบอกพวกเขาว่า ให้เริ่มงานได้ทันที ไม่ต้องสัมภาษณ์ ไม่ต้องทดลองสอน โอ้!

ผู้อำนวยการพาฉันมาอีกห้องหนึ่งพร้อมกับครูชาวต่างชาติอีกคน และครูคนนั้นเขาก็ถามฉันว่าเป็นยังไงบ้าง รู้มั้ย ฉันร้องไห้ทันที ฉันร้องไห้จากประสบการณ์แย่ๆที่เกิดขึ้น ทุกครั้งที่ฉันเดินเข้าห้องเรียน ฉันจะถูกชี้หน้าและหัวเราะ ทุกครั้งที่ฉันเดินผ่านกลุ่มนักเรียน จะมีบางคนพยายามดึงผมของฉัน ทุกครั้งที่ฉันพยายามสอนเด็กๆเรื่องภาษาอังกฤษ ก็มักจะมีใครที่สนใจในสีผิวของฉันมากกว่าการศึกษา

และนี่คือจุดจบของเรื่อง

ครูชาวยุโรปที่อยู่ด้วยในห้องนั้นส่งทิชชู่ให้ฉันและบอกว่า “คุณจำเป็นต้องบอกเธอในสิ่งที่คุณพูดกับผมเมื่อกี๊” ฉันพยายามจะไม่พูด แต่เมื่อผู้อำนวยการเดินเข้ามา ครูคนนั้นพูดว่า “Kristin ร้องไห้เพราะ…” แล้วเขาก็จ้องมาที่ฉัน ฉันเลยต้องอธิบายถึงความยากลำบากของฉันในช่วงเวลาที่อยู่ในประเทศนี้ เพราะสีผิวของฉัน  ฉันเจอช่วงเวลาแย่ๆในประเทศไทยไม่ใช่เพราะว่าฉันผิดปกติอะไร แต่เพราะผู้คนไม่ชอบผิวของฉัน หลังจากนั้นเธอให้งานฉันทันที และฉันเริ่มงานได้ทันที ไม่มีใครมาเฝ้าดูฉัน ไม่มีใครบอกฉันว่าต้องทำอะไร แม้ว่ามันจะไม่ใช่ตอนจบที่ดีแต่ประสบการณ์ของฉันก็ยังคงมีต่อ และนี่แค่ 2 เดือนเท่านั้น และฉันยังต้องเดินต่ออีกเยอะ..’