“ม้า” จวก “ทราย” ดูถูกอาชีพคนอื่น จะอาละวาดเดือดร้อนเรื่องนาฏศิลป์ทำไม

       “ม้า อรนภา” เผยโพสต์ไอจีตำหนิ “ทราย เจริญปุระ” เพราะต้องการสั่งสอนเพื่อไม่ให้ดูถูกอาชีพคนอื่น ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องออกมาอาละวาดเดือดร้อนกับเรื่องนาฏศิลป์ ทั้งที่ทรายเองก็เล่นหนังสุริโยทัย และนางนาก ลั่นไม่ใช่แค่ชาวนาฏศิลป์ที่รับไม่ได้ คนทั้งประเทศก็รับไม่ได้       
       หลังจาก “ม้า อรนภา กฤษฎี” ออกโรงโพสต์สับ “ทราย อินทิรา เจริญปุระ” ว่าหน้าด้านทำไมไม่ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นมาอยู่ประเทศไทยที่มีรากเหง้าตัวเองทำไม เพราะไม่พอใจที่ทรายออกมาวิพากษ์วิจารณ์นาฏศิลป์ไทยว่าล้าหลัง ไม่สามารถทำมาหากินได้จริงในรายการหนึ่งจนกลายเป็นกระแสฮือฮา     
       ล่าสุดม้าก็ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า ที่พูดไปนั้นเป็นการสั่งสอนไม่ให้ดูถูกอาชีพคนอื่น และไม่เข้าใจว่าทำไมทรายพูดแบบนั้นทั้งที่เล่นหนังไทยๆ อย่าง สุริโยทัย, นางนาก จะมาเดือดร้อนอาละวาดทำไม    
       “โดยส่วนตัวไม่ชอบคนที่มาดูถูกอาชีพของคนอื่น แล้วนาฏศิลป์เนี่ยอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เรียนพิเศษนาฏศิลป์มาตั้งแต่ ป.6 ได้รับโอกาสถูกเลือกให้ไปรำ ได้สตางค์ ได้ค่าขนม ก็ตั้งหลายต่อหลายครั้ง แล้วของอย่างนี้มันสะท้อนรากเหง้าของคนไทยมันอยู่ในสายเลือด ที่โพสต์ลงอินสตาแกรมเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการต่อว่าต่อขาน แต่อยากบอกว่า ฉันเกิดมาตั้งแต่ก่อนที่แกจะเกิดมาอีก ดิฉันไม่ได้มีเรื่องกับน้องทราย แต่เมื่อเด็กมันเข้าใจอะไรผิด คนแก่อย่างดิฉันก็ต้องสั่งสอนให้รู้ว่าไม่ควรดูถูกอาชีพคนอื่น” 
       เสียดายไม่น่าออกมาพูดแบบนี้เพราะ “ทราย” เองก็เล่นหนังไทยๆ เช่น สุริโยทัย, นางนาก
       “ก็คงรู้ว่าตัวเองผิดล่ะมั้ง ก็ตัวเองทำผิดไม่ใช่หรือ ก็คงกะเงียบๆ ให้เรื่องมันซาไป จริงๆ เขาไม่น่าออกมาพูดอะไรอย่างนี้เลย เพราะเขาก็เป็นศิลปินแสดงหนังเกี่ยวกับไทยๆ กี่เรื่องแล้วล่ะ สุริโยทัยเอย นางนากเอย ดูเทปนี้ (หมายถึง Diva Café) หลายรอบแล้วไม่ชอบ เพราะเป็นคนรักนาฏศิลป์ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาออกมาพูดอย่างนี้ผ่านสื่อ ทำไมต้องอาละวาด ทำไมต้องเดือดร้อน อย่าว่าแต่เราเลยคนไทยทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่กลุ่มนาฏศิลป์เขาก็รับไม่ได้ คนไทยทั่วไปด้วยซ้ำที่รับไม่ได้”     
       “เด็กสมัยนี้มันรับอารยธรรมของฝรั่งมากเกินไป มันรู้แต่เปลือกแต่ไม่เข้าใจถึงแก่นอะไรเลย ต่อให้คลั่งฝรั่งแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรจะมาดูถูกความเป็นไทยอย่างนี้ วันนี้หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อเวลามันผ่านไปนั่นแหละบางคนถึงจะคิดได้ ก็เหมือนเวลาพ่อแม่สั่งสอนลูก ลูกก็เถียงไม่เชื่อฟัง พอไม่มีพ่อแม่แล้วนั่นแหละ ถึงจะสำนึกขึ้นมาได้ว่า พ่อแม่เคยสั่งสอนอะไรเราบ้าง เราน่าจะจดจำตั้งแต่วันนั้นนะ แต่บางทีมันก็สายเกินไปแล้ว”
       “อย่างเราเองก็ไม่ได้ปิดกั้นอะไรที่เป็นฝรั่ง ชอบติดตามเทรนด์อะไรต่างๆ อย่างเทรนด์แฟชั่นตอนนี้กระแสอะไรกำลังมา เพลงอะไรนักร้องคนไหนกำลังเป็นที่จับตารู้หมด ชอบอัปเดตข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็รักความเป็นไทย ไม่เคยรู้สึกเลยว่าความเป็นไทยเป็นเรื่องล้าสมัยหรือเชย อาจเป็นเพราะว่าความเป็นคนมีศิลปะในตัวมันมีมาตั้งแต่เด็กๆ มันเป็นของมันเองตามธรรมชาติ ชอบศิลปะอย่างเวลาไปเมืองนอกก็ไม่ได้ไปแค่เที่ยวชอปปิ้งอย่างเดียว แต่ชอบไปมิวเซียม (museum) ไปพิพิธภัณฑ์ ไปดูงานศิลปะ อย่างงานศิลปาชีพก็ชอบ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่ามีกลุ่มผู้สนับสนุนเรื่องตรงนี้ไม่มากนัก  
       “ที่คอมเมนต์ในอินสตาแกรมเพราะหวังดีไม่ได้จะอะไรกับเด็ก เราเป็นผู้ใหญ่เห็นว่าอะไรมันไม่เหมาะ เราก็ตักเตือนด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้เด็กเข้าใจอะไรผิดๆ ว่าเด็กสมัยนี้ยึดติดกับเปลือกเกินไป ถือกระเป๋าแบรนด์เนมกันเกร่อ แต่ของดีๆ ของไทยๆ กลับไม่สนใจ อย่างผ้าไทย กระเป๋าไทย ความเป็นไทยมันใกล้ตัวเกินไปหรือยังไงก็ไม่ทราบ ถึงได้ไม่สนใจกัน”   
       “แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกวิชานาฏศิลป์ หลายคนอาจจะเข้าใจว่านาฏศิลป์หมายถึงการร่ายรำอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ คำว่านาฏศิลป์กว้างนะ รวมไปหมดทุกอย่างเลยแหละ ทั้งรำ โขน ละคร โอเปร่านี่ก็เป็นนาฏศิลป์นะ เพราะฉะนั้นถ้าไปยกเลิกวิชาเหล่านี้ เด็กไทยมันก็จะโง่หนักเข้าไปกว่าเดิม ในหัวก็คงมีแต่สูตรโน่นนี่นั่น แต่ขาดสุนทรียภาพ ขาดความรื่นรมย์ในชีวิต บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ก็ยังบอกเลยว่า ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก วิชานาฏศิลป์เป็นวิชาที่สร้างสุนทรียะ และทำให้เรามีวันนี้” 
       “อยากฝากให้เด็กสมัยใหม่พยายามอย่ายึดติดกับเปลือกมากจนเกินไป ศึกษาเรื่องความเป็นไทยให้ลึกซึ้งสักหน่อย แล้วจะรู้ว่าความเป็นไทยนั้นแหละคือรากเหง้าของเรา เราเป็นเรามาทุกวันนี้ได้เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านี้หรอกหรือ”  
       ฝั่งด้าน “ทราย เจริญปุระ” ได้บอกเพียงว่าไม่อยากจะเถียงกับผู้ใหญ่อยากจะให้เรื่องจบ

แสดงความคิดเห็น