เกาะติดข่าวดาราก่อนใคร

กดติดตาม “ทีวีพูล”

banner

 

“ปลา” ไม่ว่าจะเป็น “ปลาน้ำจืด” หรือ “ปลาทะเล” ถือเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่าย มีคอเลสเตอรอลต่ำ พร้อมทั้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมายแต่ถ้าเปรียบเทียบปริมาณของโปรตีนของปลาน้ำจืดและปลาทะเล จะพบว่ามีปริมาณใกล้เคียงกันแต่ปลาน้ำจืดจะมีปริมาณแคลเซียมสูงกว่า และมีระดับกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่าเล็กน้อยปลาทะเลจะได้เปรียบตรงที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 มากกว่า โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึกอย่าง ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน และปลาทูน่า เนื่องจากอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า จึงต้องสร้างและสะสมไขมันมากกว่าอย่างไรก็ดี ปลาทะเลน้ำลึกมีราคาค่อนข้างสูง และไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้อาหารทะเลแต่ทราบหรือไม่คะว่า โอเมก้า-3 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปลาที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น เพราะมีปลาไทยไม่น้อยเลยที่มีทั้งโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 ไม่น้อยเหมือนกัน เช่น

 

ปลาจาละเม็ดขาว มีโอเมก้า -6 ประมาณ 0.03 กรัม มีโอเมก้า -3 อยู่ถึง 0.84 กรัม

ปลาดุก มีโอเมก้า-6 ประมาณ 1.94 กรัม มีโอเมก้า -3 อยู่ประมาณ 0.46 กรัม

ปลาสวายมีโอเมก้า -6 ประมาณ 0.60 กรัม มีโอเมก้า -3 ประมาณ 0.45 กรัม

ปลาช่อน มีโอเมก้า-6 ประมาณ 0.77 กรัม มีโอเมก้า-3 ประมาณ 0.44 กรัม

และปลาสลิด มีโอเมก้า-6 ประมาณ 0.19 กรัม มีโอเมก้า-3 ถึง 0.36 กรัม

ดังนั้นและปลาแต่ละชนิดมีคุณประโยชน์ที่ต่างกันอยู่ที่เราเลือกทานและหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเรา