!function(f,b,e,v,n,t,s){if(f.fbq)return;n=f.fbq=function(){n.callMethod?
n.callMethod.apply(n,arguments):n.queue.push(arguments)};if(!f._fbq)f._fbq=n;
n.push=n;n.loaded=!0;n.version=’2.0′;n.queue=[];t=b.createElement(e);t.async=!0;
t.src=v;s=b.getElementsByTagName(e)[0];s.parentNode.insertBefore(t,s)}(window,
document,’script’,’//connect.facebook.net/en_US/fbevents.js’);
fbq(‘init’, ‘987121171302811’);
fbq(‘track’, ‘PageView’);
/* */
เวลามีใครถามถึงสมาร์ทโฟนดีๆซักเครื่อง รับรองว่าหลายๆคนคงจะมีแบรนด์ในดวงใจไว้แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆของฝั่ง Android ก็มีลูกเล่นเด็ดๆที่ช่วยให้การใช้งานของเราง่ายขึ้นมาก เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้ Android แตกต่างจาก iOS
1.เหตุผลโดนใจที่ควรเปลี่ยนมาใช้ Android

1.1 ปรับแต่งโดนใจ
ความแตกต่างชัดเจนอันดับแรกคือ Android มีระบบ Widget ให้คุณปรับแต่งหน้า Home และหน้าอื่นๆได้ตามการใช้งาน ซึ่งต่างกับ iOS ที่ทุกๆแอปจะเป็นไอคอนสี่เหลี่ยมเรียบๆตลอดเวลา ซึ่งข้อนี้สาวก Apple อาจจะบอกว่าระบบ Widget มันรกแล้วก็ใช้งานยาก แต่ผมว่าอันนี้ขึ้นอยู่กับการตกแต่งของผู้ใช้ครับ เพราะเราก็สามารถปรับแต่งให้ไม่รกได้

1.2 ทำอะไรหลายอย่างได้พร้อมๆกัน
บน iOS หลายๆคนเคยเจอปัญหาเวลาที่กำลังฟังเพลงเพลินๆบน YouTube แต่พอเราสลับไปทำอย่างอื่นปุ๊บ เพลงดับครับพี่น้อง แต่ปัญหาข้อนี้ได้รับการแก้ไขจาก Android มานานมากแล้ว ด้วยระบบ Multi Window ต่อไปนี้คุณก็สามารถไล่คอมเมนท์เพื่อนๆบน Facebook ไปพร้อมๆ กับฟังเพลงบน YouTube ได้แล้ว ส่วนทางฝั่ง iOS ตอนนี้ได้เพิ่มระบบนี้เข้าไปแล้ว แต่จะมีเฉพาะใน iOS9 และใช้ได้แค่บน iPad เท่านั้น

1.3 เตือนแบบล้ำๆด้วยระบบเตือนอัจฉริยะ
ระบบ Notification ของ Android นั้นสามารถทำงานได้ซับซ้อนกว่า เปิดโอกาสให้คุณจัดลำดับความสำคัญของการเตือนได้ อีกข้อดีที่ผมขอเล่าแถมให้ฟังคือ ระบบ Volume ของ Android ล้ำตรงที่คุณสามารถปรับเสียงเตือนแยกเป็นสัดส่วนได้ อยากให้เสียงเพลง นาฬิกาปลุก ริงโทนดังแค่ไหน คุณเลือกได้!
2. ข้อควรรู้สำหรับมือใหม่ที่อยากเปลี่ยนมาใช้ Android
หลังจากที่ได้เห็นข้อดีของระบบ Android กันไป เริ่มติดใจอยากลองใช้ดู แล้วข้อมูลในเครื่องล่ะ จะทำยังไงดี? มามา ทางนี้เรามีคำตอบ

2.1 อุ่นใจ เปลี่ยนเครื่องใหม่ข้อมูลไม่หาย
หมดกังวลกับปัญหาว่าข้อมูลจากมือถือเครื่องเก่าจะหายไปไหน ด้วย App Smart Switch ที่สามารถ Sync ข้อมูลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อเบอร์โทร ภาพถ่าย ไฟล์เพลง ไฟล์วิดีโอ บุ๊กมาร์ก ตารางเวลา ข้อความต่างๆ หรือแม้กระทั่งการตั้งค่าต่างๆ* ได้อย่างง่ายดายทั้งจากในเครื่อง iOS และใน Cloud เข้าสู่มือถือเครื่องใหม่ของคุณได้แค่ปลายนิ้ว

2.2 Update Firmware ใหม่ๆเพื่อการใช้งานที่ดีกว่า
เช่นเดียวกับ iOS ใน Android ก็ปรับปรุงเฟิร์มแวร์ใหม่ๆเพื่อช่วยให้มือถือของคุณมีการใช้งานที่ดีขึ้น และช่วยแก้ปัญหาต่างๆอีกด้วย การอัพเดทนี้ฝั่ง Android อาจจะไม่ค่อยโปรโมทเหมือนฝั่ง iOS เท่าไหร่ ก็เลยทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนไม่รู้ว่ารุ่นใหม่ๆทำอะไรได้บ้าง
3. แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณอยากลองระหว่าง iPhone 6s Plus VS Note5


3.1 ถ่ายรูปสวยถูกใจ
ค่อนข้างชัดเจนว่า Galaxy Note5 ทำได้ดีกว่าทั้งในคุณภาพของภาพซึ่งเป็นเพราะกล้องมีรูรับแสงกว้างถึง 1.9 (ตัวเลขยิ่งน้อย ภาพยิ่งสว่าง) สามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้สบาย รูปออกมาสว่างไม่แพ้กล้อง DSLR เลย ส่วนข้อดีของ iPhone 6s Plus จะเป็นการปรับปรุงกล้องหน้า ให้คุณสามารถถ่ายรูปเซลฟี่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

3.2 ขีดเขียนได้ตามใจสั่งด้วยปากกา S Pen
ปากกา S Pen สามารถประยุกต์ใช้กับฟังก์ชันอื่นๆของ Android ได้อีก เช่นการใช้ Screen write หรือการขีดเขียนลงไปบนจอ เพื่อเขียนอธิบาย คอมเมนท์งาน หรือเซ็นอนุมัติงานก็ยังได้ และมีทีเด็ดอยู่ที่ Screen off memo ที่สามารถจดบันทึกเร่งด่วนโดยไม่ต้องเปิดหน้าจอด้วยซ้ำ
ซึ่งข้อนี้ถ้าเอาไปเทียบกับ iPhone 6s Plus ก็คงไม่แฟร์เพราะอีกฝั่ง ไม่มีปากกา แต่ได้เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานด้วยระบบ 3D Sensor ที่สามารถรับแรงกดนิ้วในระดับที่แตกต่างกันได้ ซึ่งสามารถสั่งการแบบต่างๆได้มากขึ้น

3.3 บันทึกหน้าจอด้วยระบบ Scroll Capture
ฟังก์ชัน Scroll Capture ของ Galaxy Note5 นี้ช่วยให้คุณสามารถบันทึกภาพหน้าจอยาวๆ โดยไม่ขาดตอนได้สูงสุดถึง 22 หน้า ซึ่งฟังก์ชันนี้สามารถใช้คู่กับ Screen write เพื่อเขียนคำบรรยายได้อีกด้วย

– ชาร์จเร็วชาร์จแรง
ระบบ Fast Charging ของ Galaxy Note 5 นั้นสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้เร็วยิ่งขึ้น ใช้เวลาชาร์จเพียง 90 นาทีก็เต็มแล้ว แถมยังสามารถชาร์จแบบไร้สายได้อีกด้วย หมดปัญหาเรื่องการลืมสายชาร์จไปเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโหมดประหยัดแบตเตอรี่ที่เรียกว่า Ultra power saving mode ทำให้ใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้น
ส่วนทางด้าน iPhone 6s Plus นั้นได้เพิ่มระบบประหยัดพลังงานเข้ามาในระบบ iOS9 ซึ่งจะช่วยปิดการใช้งานไม่จำเป็นลงได้ ซึ่งก็สามารถช่วยเพิ่มระยะเวลาใช้งานให้ได้นานกว่าเดิมเช่นกัน โดยการชาร์จแบตเตอรี่นั้นใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 165 นาที
เป็นยังไงกันบ้าง ส่วนตัวจากตอนแรกที่ลองเปลี่ยนมาใช้แล้วกลัวไม่คุ้น ก็พบว่า Android ไม่ได้ใช้งานยากอะไรเลย เพราะตอนที่เราเพิ่งเริ่มใช้ iPhone ใหม่ๆ ก็ต้องนั่งเรียนรู้วิธีการใช้ใหม่เหมือนกัน สำหรับใครที่อ่านแล้วอยากลองทดสอบด้วยตัวคุณเอง ก็ลองไปหยิบจับตามร้านใกล้บ้านดู ส่วนจะชอบหรือไม่ชอบตัวไหนก็อยู่ที่คุณจะเลือกแล้วล่ะครับ
by TVPOOL ONLINE
